1 - จาตุรงคสันนิบาต วันอัศจรรย์
“มาฆะ มาฆบูชา รู้กันว่าวันเพ็ญเดือนสาม คนไทยน้ำใจงาม วันเพ็ญเดือนสามมาทำบุญกัน จาตุรงคสันนิบาต วันประหลาด มหัศจรรย์.....” หลายคนรู้จักวันมาฆบูชาในแบบเพลงนี้ และเพียงเท่านี้
ก่อนพุทธศก 45 ปี ครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรูพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ใต้ร่มไม้อัสสัตถพฤกษ์ (ต้นศรีมหาโพธิ์) ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม หลังจากที่พระองค์ประทับเสวยวิมุติสุขเป็นเวลา 7 สัปดาห์ ( 7 แห่ง แห่งละ 7 วัน) พระองค์ได้ แสดงธรรมครั้งแรกโดยโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพารา ซึ่งก็คือวันอาสาฬหบูชานั้นเอง จากนั้นทรงเสด็จออกสั่งสอนเพื่อประกาศพระศาสนา และโปรดเวไนยสัตว์ต่อไป
เมื่อทรงเสด็จพุทธดำเนินไปยังเมืองราชคฤห์เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ทรงเห็นว่าชฎิลสามพี่น้องเป็นที่เคารพของพระเจ้าพิมพิสารและชาวเมืองราช คฤห์ หากทำให้บุคคลผู้เป็นหัวหน้าคนเหล่านี้นับถือพระองค์ได้ บุคคลอื่นๆ ย่อมจะดำเนินรอยตาม ก็จะเป็นการง่ายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป จึงทรงโปรดแสดงธรรมแก่บรรดาชฎิลเหล่านี้ พร้อมทั้งบริวารอีก 1000 คน ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วพระองค์จึงได้ประทานอุปสมบทให้เป็นภิกษุ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระองค์ได้ทรงหลั่งน้ำจากพระเต้าทองถวายป่าไผ่ที่อยู่นอกเมือง ให้เป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และภิกษุสาวก นับว่าป่าไผ่แห่งนี้เป็น “วัดแห่งแรก” ในพระพุทธศาสนา โดยมีชื่อว่า “พระเวฬุวันวิหาร”
นับแต่ตรัสรู้ พระองค์มีพระอรหันต์สาวกกว่า 1,300 รูป และได้ทรงส่งพระสาวกเหล่านี้ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนายังแว่นแคว้นต่าง ๆ ส่วนพระองค์ประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร
ครั้นถึงวันเพ็ญเดือน 3 เหล่าพระสาวกที่ได้ส่งไปจาริกเผยแผ่พระพุทธศาสนาในครั้งนั้น ได้เดินทางกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ที่ประทับของพระองค์ โดยมิได้นัดหมาย จำนวนถึง 1,250 รูป โดยพระภิกษุสาวกที่มาประชุมกันนั้นล้วนเป็นพระอรหันต์อันประกอบด้วย คณะของพระคยากัสสปเถระ พระนทีกัสสปเถระ และพระอุรุเวลกัสสปเถระ รวม 1,000 รูป และคณะของพระสารีบุตรเถระกับพระโมคคัลลานะเถระ อีก 250 รูป การประชุมครั้งนี้นับว่าเป็นการประชุมใหญ่ มีชื่อเรียกว่า "มหาสันนิบาต"
ที่มา Raghu Rai
สาเหตุส่วนหนึ่งของการมาชุมนุมของเหล่าพระสาวกโดยมิได้นัด หมายกันนั้น เนื่องมาจากภิกษุเหล่านี้เคยเป็นพราหมณ์มาก่อน โดยวันนี้ศาสนาพราหมณ์จะถือว่าเป็นวันสำคัญที่เรียกว่า“ศิวาราตรี” คือการลอยบาป และประกอบพิธีสักการะบูชาพระเป็นเจ้า ซึ่งพราหมณ์ในสมัยนั้นก็จะต้องมีการมาพบปะกันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้อาจทำให้พระสาวกของพระพุทธเจ้า คิดกันว่าน่าจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงเป็นเหตุให้เกิดสิ่งอัศจรรย์อันประกอบด้วยองค์ 4 เหล่านี้ขึ้น
1. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า
2. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็นผู้ได้อภิญญา 6 คือหูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติได้ แสดงฤทธิ์ได้ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น และทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไป
3. พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป ต่างมาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้มีการนัดหมาย
4. พระจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ (วันเพ็ญกลางเดือน 3)
2. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็นผู้ได้อภิญญา 6 คือหูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติได้ แสดงฤทธิ์ได้ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น และทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไป
3. พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป ต่างมาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้มีการนัดหมาย
4. พระจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ (วันเพ็ญกลางเดือน 3)
คำว่า “มาฆบูชา”นั้น ย่อมาจากคำว่า"มาฆบุรณมี" แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญเดือนมาฆะของอินเดีย วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 คือราวเดือนกุมภาพันธ์ของไทย แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 หรือประมาณเดือนมีนาคม ถือเป็น "วันจาตุรงคสันนิบาต" แปลว่า การประชุมอันประกอบด้วยองค์ 4
นอกจากจะเป็นวันสำคัญที่มีการแสดงโอวาทปาติโมกข์อันเป็น แก่นหลักธรรมของพุทธศาสนาแล้ว วันนี้ยังเป็นวันปลงอายุสังขาร ของพระพุทธองค์ คือการที่พระองค์ตั้งพระทัยว่า "ต่อแต่นี้ไปอีก 3 เดือน เราจักเสด็จดับขันธปรินิพพาน" การปลงอายุสังขาร ตรงกับวันมาฆบูชาในปีที่พระพุทธองค์มีพระชนมายุ 80 พระชันษา
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม “โอวาทปาติโมกข์” ในวันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เพราะหลักธรรมนี้ได้ครอบคลุมถึง “จุดหมาย หลักการ และวิธีการ” ของพระพุทธศาสนา
“จุดหมาย” กรุงราชคฤห์นับว่า เป็นเมืองใหญ่มีหลากหลายลัทธิ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระยะแรกๆนั้น จึงต้องทรงประกาศแนวทางของพุทธศาสนาให้มั่นคง เพื่อให้พระภิกษุสาวกได้ยึดเป็นหลัก นั้นคือ
- เป้าหมายสูงสุดในพุทธศาสนา คือ นิพพาน ด้วยการดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ 8 คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งมั่นชอบ ต่างจากศาสนาพราหมณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงพระพรหม
- ความสงบ คือการปฏิบัติตนให้สงบทั้งกาย วาจา ใจ นั้นคือการบำเพ็ญตบะนั้นหมายถึงเผากิเลส ไม่ใช่การทำตัวเองให้ทุกข์กาย ลำบากลำบน ดังบางลัทธิ
- ความอดทน คืออดกลั้นในการไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ
- ผู้ที่เป็นนักบวชจะต้องไม่เป็นผู้เบียดเบียนงดเว้นทำร้าย รบกวน เบียดเบียนใครทั้งสิ้น
“หลักการ” ข้อนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักอัน เป็นแก่นของพระพุทธศาสนาทีเดียว เพราะเป็นหลักธรรมที่ครอบคลุมเนื้อหาของพระพุทธศาสนาไว้ได้ครบถ้วน ซึ่งคนทั่วไปมักจะคุ้นเคยกับข้อนี้ อันประกอบด้วย
1. ไม่ทำความชั่วทั้งปวง เว้นจากความชั่วด้วยกาย วาจา ใจ
2. การทำกุศลให้ถึงพร้อม
3. ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส
“วิธีการ” สุดท้ายทรงได้วางหลักปฏิบัติตัวสำหรับพระภิกษุสงฆ์ ได้แก่
1. ไม่กล่าวร้ายใคร
2. ไม่ทำร้ายคือไม่เบียดเบียนผู้อื่น
3. สำรวมในปาติโมกข์คือดำรงตนอยู่ในวินัยให้ดี
4. บริโภคใช้สอยปัจจัยสี่อย่างพอดี
5. ยินดีพอใจในที่อันสงัด คืออยู่ในสถานที่ที่สงบและมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
6. บำเพ็ญเพียรฝึกจิตให้สงบ
มาฆบูชาในประเทศไทย
วัน มาฆบูชาในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดให้มีพระราชพิธีมาฆบูชาขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2394 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และได้ถือปฏิบัติสืบมาจนถึงทุกวันนี้
สำหรับในปี 2551 วันมาฆบูชาตรงกับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เนื่องจากต้องใช้พื้นที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง จัดสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงต้องย้ายสถานที่จัดงานมาฆบูชามาจัดที่ อาคารลุมพินีสถานสวนลุมพินี ระหว่างวันที่ 17 -21 กุมภาพันธ์ และ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ระหว่างวันที่ 19-21 กุมภาพันธ์
ในรอบที่ 1 ให้รำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า โดยภาวนาคาถา บทอิติปิโส ภควาฯ ไปจนจบ เพื่อให้จิตมีสมาธิ
ในรอบที่ 2 ให้รำลึกถึงคุณพระธรรม โดยภาวนาคาถา บทสวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมฯ ไปจนจบ
ในรอบที่ 3 ให้รำลึกถึงคุณพระสงฆ์ โดยภาวนาคาถา บทสุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆฯ ไปจนจบ
สำหรับวันพระที่เป็นวันสำคัญทางศาสนาเป็นพิเศษนั้น มีอยู่ 3 วัน คือวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา ซึ่งมีผู้เปรียบเทียบทั้งสามวันนี้ว่า
วันวิสาขบูชาถือเป็นวันพระพุทธเพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ
วันอาสาฬหบูชาถือเป็นวันพระธรรมเพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรก
ส่วนวันมาฆบูชานี้ ถือเป็นวันพระสงฆ์เพราะเป็นวันที่พระสงฆ์มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเพื่อรับฟังพระธรรมที่มีชื่อว่าโอวาทปาติโมกข์ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
2 - ความหมาย และ ประวัติความเป็นมา
เรามาดูความหมายของวันนี้ และสิ่งที่พวกเราพุทธศาสนิกชนควรปฎิบัติว่ามีอะไรบ้าง
ความหมายวันมาฆบูชาหมายถึง การบูชา ในวันเพ็ญเดือน ๓ เนื่องในโอกาสคล้าย วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์
ความสำคัญ
วันมาฆบูชา เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ มีเหตุการณ์อัศจรรย์ที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมายกันพระสงฆ์ ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์
ผู้ได้อภิญญา ๖และเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบท โดยตรงจากพระพุทธเจ้า ในวันนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นทั้งหลักการอุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติที่ นำไปใช้ได้ทุกสังคม มีเนื้อหา โดยสรุปคือให้ละความชั่วทุกชนิด ทำความดี ให้ถึงพร้อมและทำจิตใจให้ผ่องใส
ประวัติความเป็นมา ๑. ส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๙ เดือนขณะนั้นเมื่อเสร็จพุทธกิจแสดงธรรมที่ถ้ำสุกรขาตาแล้ว เสด็จมาประทับที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ เดือนมาฆะหรือเดือน ๓ในเวลาบ่ายพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้า มาประชุม พร้อมกัน ณ ที่ประทับของพระพุทธเจ้า นับเป็นเหตุอัศจรรย์ ที่มีองค์ประกอบสำคัญ ๔ ประการ คือ
๑. วันนั้นเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
๒. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้ นัดหมาย (สาเหตุของการชุมนุม)
๓. พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖
๔. พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นผู้ได้รับการอุปสมบท โดยตรงจาก พระพุทธเจ้า
เพราะเหตุที่มีองค์ประกอบสำคัญดังกล่าว จึงมีชื่อเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า วันจาตุรงคสันนิบาต และในโอกาสนี้ พระพุทธเจ้า ได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการประกาศหลักการอุดมการณ์ และวิธีการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา
โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึง จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ของพระพุทธศาสนาไว้อย่างครบถ้วน
๑. จุดหมายของพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน (นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา)
๒. หลักการของพระพุทธศาสนา คือ ต้องมีความอดทน ในการฝึกตนเอง เพื่อบรรลุจุดหมาย (ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา) ต้องประกอบด้วย
ก. ไม่ทำความชั่วโดยประการทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ (สพฺพปาปสฺส อรกณํ)
ข. ทำความดีทั้งทางกาย วาจา และใจ (กุสลสฺสูปสมฺปทา) การไม่ทำความชั่วนั้น จะเรียกว่า เป็นคนดียังไม่ได้ การเป็นคนดี จะต้องทำความดี ทั้งทางกาย วาจา ใจ มิฉะนั้นแล้ว คนปัญญาอ่อน คนเป็นอัมพาต เป็นต้น ก็จะเป็นคนดีไปหมด
ค. การชำระจิตใจให้สะอาด ผ่องใส สงบ (สจิตฺตปริโยทปนํ)
๓. วิธีการที่จะบรรลุจุดหมาย คือ ต้องฝึกอบรมตนแบบต่อเนื่อง ให้เกิดมรรคสามัคคี คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ** รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๘ เกลียว หรือให้มี ศีล สมาธิ และปัญญา รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๓ เกลียว พัฒนากาย วาจา ใจ ให้พูดดี ทำดี คิดดี ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ ราคะ โมสะ โมหะ ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส ตัณหา หรือความใคร่ ความอยากมี อยากเป็น แบบมืดบอด ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ที่มันเป็นไปไม่ได้ เช่น ไม่อยากเป็นคนเสื่อมลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข เป็นต้น โดยอาศัยวิธีการดังต่อไปนี้.
ก. ฝึกวาจา ระวังเสมอ มิให้กล่าวคำเท็จ คำหยาบ คำส่อเสียด คำเพ้อเจ้อ (อนูปวาโท)
ข. ฝึกกาย ระวังเสมอมิให้มีการฆ่า ทำลายชีวิต ตลอดจนถึงการเบียดเบียนทางกาย (อนูปฆาโต)
ค. ละเว้นข้อที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสห้ามไว้ และทำตามข้อที่พระพุทธองค์อนุญาต (ปาฎิโมกฺเข จ สํวโร)
ง. รู้จักประมาณในการบริโภค อาหาร ตลอดจน รู้จักประมาณในการใช้สอยปัจจัย ๔ (มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺสมึ)
จ. ฝึกตนอย่างจริงจัง ในที่ที่สงัดจากสิ่งรบกวน (ปนฺตนฺ จ สยนาสนํ)
ฉ. ภาวนาอยู่เสมอ คือ พัฒนาตนเองให้พ้นจากอำนาจของกิเลสตัณหา การภาวนา หมายถึง การใช้ทั้งสมาธิ และวิปัสสนา แก้ปัญหา หรือจัดการกับกิเลส (อธิจิตฺเต จ อาโยโค) เป็นการตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ มิให้จิตใจเศร้าหมอง ให้จิตใจผ่องใสอยู่เสมอ (สจิตฺตปริโยทปนํ)
จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศไว้จะเป็นไปด้วยดี และบรรลุวัตถุประสงค์ที่พระพุทธเจ้าทรงมุ่งหมายไว้นั้น พระองค์ได้ย้ำเตือนไว้ว่า จะต้องปฏิบัติตนให้เป็นอย่างบรรพชิต และเป็นอย่างสมณะ คือ เว้นจากความชั่วทุกประการ และเป็นผู้ปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่าง เพื่อระงับบาปอกุศล ได้แก่ ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นอริยบุคคล ทั้งไม่เบียดเบียนและไม่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่คนที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบทั้งหลาย (น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต)
สาเหตุของการชุมนุม
คงเนื่องมาจากภิกษุเหล่านั้นล้วนเคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนและในวันเพ็ญเดือนมาฆะ
เป็น วันที่ทางศาสนาพราณ์ได้ประกอบพิธีศิวาราตรี คือ การลอยบาปในแม่น้ำคงคา และประกอบพิธีสักการบูชาพระเป็นเจ้าในเทวสถาน เมื่อถึงวันนั้น พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าซึ่งเคยประกอบพิธีดังกล่าวจึงต่างพากันไปเฝ้าพระ พุทธองค์
อภิญญา ๖
อภิญญา คือความรู้อันยอดยิ่งมี ๖ ประการได้แก่
๑.แสดงฤทธิ์ได้ (อิทธิวิธิ)
๒.หูทิพย์ (ทิพยโสต)
๓.รู้จักกำหนดใจผู้อื่น (เจโตปริยญาณ)
๔.ระลึกชาติได้ (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ)
๕.ตาทิพย์ (ทิพยจักษุ)
๖.ทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไป-คือญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย (อาสวักขยญาณ)
การถือปฏิบัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย
พิธีวันมาฆบูชานี้ เดิมทีเดียวในประเทศไทยไม่เคยทำมาก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายไว้ว่าเกิดขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยทรงถือตามแบบของโบราณบัณฑิตที่ได้นิยมกันว่า วันมาฆะบูรณมี พระจันทร์เสวยฤกษ์มาฆะเต็มบริบูรณ์เป็นวันที่พระอรหันต์สาวกของ พระพุทธเจ้า ๑,๒๕๐ รูป ได้ประชุมกันพร้อมด้วยองค์ ๔ ประการ เรียกว่า
จาตุรงคสันนิบาตพระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาโอวาทปาติโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์เป็นการ ประชุมใหญ่ และเป็นการอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา นักปราชญ์ จึงถือเอาเหตุนั้นประกอบ การสักการบูชาพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวก ๑,๒๕๐ รูปนั้น ให้เป็นที่ตั้งแห่งความ เลื่อมใสการประกอบพิธีมาฆะบูชา ได้เริ่มในพระบรมมหาราชวังก่อน
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีพิธีการพระราชกุศลในเวลาเช้า พระสงฆ์ วัดบวรนิเวศวิหารและ วัดราชประดิษฐ์ ๓๐ รูป ฉันในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เวลาค่ำ เสด็จออกทรงจุด ธูปเทียนเครื่อง มนัสการแล้ว พระสงฆ์สวดทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว สวดมนต์ต่อไปมี สวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ด้วยสวดมนต์ จบทรงจุดเทียนรายตามราวรอบพระอุโบสถ ๑,๒๕๐ เล่ม มีการประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนา โอวาทปาติโมกข์
๑ กัณฑ์เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลีและ ภาษาไทย เครื่องกัณฑ์ มีจีวรเนื้อดี ๑ ผืน เงิน ๓ ตำลึง และขนมต่าง ๆ เทศนาจบพระสงฆ์ ซึ่งสวดมนต์ ๓๐ รูป สวดรับการประกอบพระราชกุศลเกี่ยวกับ วันมาฆบูชาในสมัยรัชกาลที่ ๔ นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปีมิได้ขาด สมัยต่อมามีการเว้นบ้าง เช่น รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกเองบ้าง มิได้ เสด็จออกเองบ้างเพราะมักเป็นเวลาที่ประสบกับเวลาเสด็จประพาส หัวเมืองบ่อย ๆ หากถูกคราวเสด็จไปประพาสบางปะอินหรือพระพุทธบาท พระพุทธฉาย พระปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรัง ก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชา ในสถานที่นั้น ๆ ขึ้นอีก ส่วนหนึ่งต่างหากจากในพระบรมมหาราชวังเดิมทีมีการประกอบพิธีในพระบรมมหาราช วัง ต่อมาก็ขยายออกไป ให้พุทธบริษัทได้ ปฏิบัติตามอย่างเป็นระบบสืบมาจนปัจจุบัน มีการบูชา ด้วยการเวียนเทียน และบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ ส่วนกำหนดวันประกอบพิธีมาฆบูชานั้น ปกติตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๓ หากปีใด เป็นอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหนจะเลื่อนไปตรงกับวันเพ็ญเดือน ๔
หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติ
หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติได้แก่ โอวาทปาติโมกข์ หมายถึง หลักคำสอนคำสำคัญของพระพุทธศาสนาอันเป็นไปเพื่อป้องกัน และแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น หรือคำสอน อันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา หลักธรรมประกอบด้วย หลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธีการ ๖ ดังนี้
หลักการ ๓
๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง ได้แก่การงดเว้น การลด ละเลิก ทำบาปทั้งปวง ซึ่งได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งความชั่ว มีสิบประการ อันเป็น
ความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ ความชั่วทางกาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติ ผิดในกาม
ความชั่วทางวาจา ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ
ความชั่วทางใจ ได้แก่ การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม
๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่างซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นแบบของการทำฝ่ายดีมี ๑๐ อย่าง อันเป็นความดีทางกาย ทางวาจาและทางใจ
ความดีทางกาย ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่นมีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการไม่ประพฤติผิดในกาม
การทำความดี ทางวาจา ได้แก่ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อพูดแต่คำจริง พูดคำอ่อนหวานพูดคำให้เกิดความสามัคคีและพูดถูกกาลเทศะ
การทำความดีทางใจ ได้แก่ การไม่โลภอยากได้ของของผู้อื่นมีแต่คิดเสียสละ การไม่ผูกอาฆาตพยาบาทมีแต่คิดเมตตาและ ปราถนาดีและมีความเห็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
๓. การทำจิตให้ผ่องใส ได้แก่ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ปราศจากนวรณ์ซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิตไม่ให้เข้าถึงความสงบ มี ๕ ประการ ได้แก่
๑. ความพอใจในกาม (กามฉันทะ)
๒. ความอาฆาตพยาบาท (พยาบาท)
๓. ความหดหู่ท้อแท้ ง่วงเหงาหาวนอน (ถีนะมิทธะ)
๔. ความฟุ้งซ่าน รำคาญ (อุทธัจจะกุกกุจจะ) และ
๕. ความลังเลสงสัย (วิกิจฉา) เช่น สงสัยในการทำความดีความชั่ว ว่ามีผลจริงหรือไม่ วิธีการทำจิตให้ปฏิบัติสมถะผ่องใส ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการละบาปทั้งปวง ด้วยการถือศืลและบำเพ็ญกุศล ให้ถึงพร้อมด้วยการ และวิปัสสนา จนได้บรรลุอรหัตผล อันเป็นความผ่องใสที่แท้จริง
อุดมการณ์ ๔
๑. ความอดทน ได้แก่ ความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งทางกาย วาจา ใจ
๒. ความไม่เบียดเบียน ได้แก่ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวน หรือ เบียดเบียนผู้อื่น
๓. ความสงบ ได้แก่ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
๔. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้จาการดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ ๘
วิธีการ ๖
๑. ไม่ว่าร้าย ได้แก่ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือ กล่าวโจมตีใคร
๒. ไม่ทำร้าย ได้แก่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
๓. สำรวมในปาติโมกข์ ได้แก่ ความเคารพระเบียบวินัย กฎกติกา กฎหมาย รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของสังคม
๔. รู้จักประมาณ ได้แก่ รู้จักความพอดีในการบริโภคอาหารหรือการใช้สอยสิ่งต่าง ๆ
๕. อยู่ในสถานที่ที่สงัด ได้แก่ อยู่ในสถานที่สงบมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
๖. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ ได้แก่ฝึกหัดชำระจิตให้สงบมีสุขภาพคุณภาพและประสิทธิ
ภาพที่ดี
ทีมา : วิชาการ.คอม




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น