วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เคล็ดลับสุขภาพดีตามช่วงอายุ


การเลือกอาหารให้เหมาะสมตามช่วงวัย เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้สุขภาพดีได้

เพราะในแต่ละช่วงอายุ มีความแตกต่างกันในด้านพัฒนาการของร่างกาย และลักษณะการดำเนินชีวิต
วันนี้จึงขอเสนอเรื่องราวของอาหารที่เกี่ยวข้องกับช่วงอายุทั้ง 4 ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดที่คุณจะลองทำ
ตาม
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 2 
ช่วงอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปเป็นช่วงที่ร่างกายมีการพัฒนาและเติบโตเต็มที่ ดังนั้น ควรเลือกรับประทาน
อาหารที่เหมาะสม โดยเลือกรับประทานจำพวกเนื้อสัตว์และถั่วต่างๆ รวมถึงข้าวและแป้งมากเป็นอันดับหนึ่ง
ตามด้วยผักผลไม้เป็นอันดับสอง ส่วนนมและอาหารทดแทนแคลเซียมต่างๆ เช่น เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม และให้ความสำคัญของไขมันเป็นอันดับสุดท้าย
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3
อายุขึ้นเลข 3 เป็นช่วงเริ่มวัยผู้ใหญ่ ต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของไขมันและคลอเรสเตอรอล จึง
ควรรับประทานปลาทะเลเพื่อช่วยลดความดันโลหิต พวกถั่วเมล็ดแห้งอย่างถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง เพื่อ
ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารจำพวกข้าว ธัญพืชไม่ขัดสี จะช่วยให้อิ่มท้องนานและส่งผลดีต่อระบบลำไส้
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4
วัย 40 ปีขึ้นไป สภาพร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง ความต้องการพลังงานจะลดลง แต่ความต้องการ
แคลเซียมและวิตามินต่างๆ เพิ่มขึ้น จึงควรรับประทาน ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ แคนตาลูป และทานอาหารที่มี
วิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช เนยถั่ว ถั่วลิสง อัลมอนด์ นอกจากนี้ควรรับประทานเต้าหู้ โปรตีนไขมันต่ำ ซึ่งให้
แคลเซียมมากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น
วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5
การก้าวเข้าสู่ช่วงวัย 50 เป็นต้นไป คุณควรเข้าใจการทำงานของร่างกายที่มีประสิทธิภาพลดลง โดย
เฉพาะระบบการย่อยการดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่าง จึงควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลงและพยายามเลือกชนิดไม่ขัดสี เน้นอาหารจำพวกปลาเพื่อไม่ให้ขาดโปรตีน และควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอก็จะช่วยลดปัญหาเรื่องกระดูกให้รุนแรงน้อยลง
สิ่งสำคัญ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยใด ควรดูแลเรื่องการกินอยู่ตลอดเวลา และเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหว
ระหว่างวันให้มาก ทำบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย จะช่วยให้สุขภาพดีมากยิ่งขึ้น
ที่มา : วารสารกิจการสัมพันธ์ เครือธนาคารกสิกรไทย


-------------------------------------------------------




บริหารกายใจให้สมดุล

เพราะชีวิตของคนเรามีความแตกต่างกัน ความพอดีของคนคนหนึ่งอาจเป็นสิ่งที่มากเกินไปสำหรับอีกคน ในขณะที่อีกคนอาจรู้สึกว่าน้อยไป... และที่สำคัญในแต่ละช่วงชีวิตของแต่ละคน ก็มีความสมดุลแตกต่างกัน

สมดุลแห่งชีวิตจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราจัดสรรเรื่องงาน ครอบครัว คนรอบข้าง และจิตใจของเราให้มีความ
พอเหมาะพอดี ลองมาดูกันสิว่า มีแนวาทงจัดสรรได้อย่างไรบ้าง
ทำงานในเวลางาน
หลักสำคัญที่จะช่วยไม่ให้เวลาทำงานไปเบียดบังเวลาในชีวิตส่วนตัว คือ ต้องทำงานเฉพาะในเวลางาน
เท่านั้น ทั้งนี้ การทำงานในเวลาทำงานไม่ได้หมายความถึงการทำงานตามเวลา แต่หมายถึงการกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอนตายตัว เช่น ถ้ามีงานปริมาณมากกว่าปกติ ต้องทำงานล่วงเวลา ควรกำหนดให้แน่ชัดว่าจะทำงานล่วงเวลากี่ชั่วโมง และต้องคำนวณเวลาพักผ่อนให้เพียงพอตั้งแต่ 6 - 8 ชั่วโมง เช่น ทำงานล่วงเวลาหลังจากเลิกงานอีก 3 ชั่วโมง ตั้งแต่ 17.00 - 20.00น. เป็นต้น
เพื่อให้การทำงานล่วงเวลามีประสิทธิภาพ ก่อนเริ่มต้นทำงานในช่วงล่วงเวลาควรจะหากิจกรรมพักผ่อน
ก่อนลงมือทำงาน เช่น อ่านหนังสือ เดินเล่น เล่นเกมส์ ทานข้าว หรือนั่งพักสบายๆ จิบน้ำผลไม้หรือกาแฟไปพลางๆ ก่อนลงมือทำงานจริง
ข้อควรระวัง ไม่ควรทำงานไปเรื่อยๆ จนกว่างานจะเสร็จ เพราะนั่นจะทำให้งานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน
ชีวิตส่วนตัว จนกระทั่งสูญเสียเวลาส่วนตัวไปและกลายเป็นความเคยชินในที่สุด แม้ว่าหน้าที่การงานจะ
ประสบความสำเร็จแต่ชีวิตส่วนตัวอาจจะล้มเหลวได้
งานสนุก...ใจสบาย
สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ชีวิตการทำงานมีความสุข งานมีประสิทธิภาพ และสุขภาพกายและใจก็ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป คือ การบริหารจัดการงานให้เป็นสนุก หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วจะทำให้งานสนุกได้อย่างไร ในเมื่องานบางอย่างเป็นเรื่องเครียด และน่าเบื่อ
  • มองงานทุกอย่างตรงหน้าให้เป็นเรื่อง “สนุก” ลองคิดว่าปัญหาและอุปสรรคต่างๆ คือโจทย์ที่ท้าทาย
    ความคิดและความสามารถของเรา การข้ามผ่านปัญหาต่างๆ ไปได้ก็เหมือนการข้ามผ่านอุปสรรคในเกมส์ที่เราคุ้ยเคย
  • ยอมรับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหา อุปสรรค ฯลฯ และพยายามอย่าเพิ่งคิดอะไรที่ยุ่งยาก
    ซ้บซ้อน หรือคิดไปไกลเกินกว่าสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า เพราะนั่นอาจจะทำให้เรากังวลไปเกินกว่าเหตุ
  • เมื่องานเสร็จหรือเครียดจนถึงขีดสุด ควรจะ “หยุด” ทุกอย่างไว้ แล้วลุกไปหากิจกรรมทำแก้เครียด อาทิ ฟังเพลง ร้องเพลง ปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ ทำอาหาร หรือจัดโต๊ะทำงาน เพราะช่วงเวลาเหล่านี้จะช่วยดึงสมอง กาย และใจออกไปจากเรื่องงานชั่วคราว เพียงเท่านี้ เราก็จะได้พักและคลายความตึงเครียดลงมาได้
อย่ารอให้ถึงเวลา...พักผ่อน
หลายคนเคยชินกับการทำงานไปเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างกายหมดแรง หรือใช้พลังจนหมดหยดสุดท้าย...
แล้วค่อยพักผ่อน แต่รู้หรือไม่การกระทำดังกล่าวยิ่งสร้างผลเสียให้กับร่างกายในระยะยาว แต่อาจไม่แสดงผลในทันที
  • นอนน้อย สาเหตุของการเกิดโรค รู้หรือไม่ว่าคนที่เคยชินกับการอดหลับอดนอนเพื่อทำงานให้เสร็จทันเวลาและค่อยนอนพักผ่อนทีเดียว จะส่งผลเสียต่อร่างกายในหลายด้าน อาทิระบบการย่อยอาหารทำงานด้อยลง ร่างกายขาดภูมิต้านทานต่อการป้องกันโรคต่างๆ เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในระบบที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งฮอร์โมน ที่สำคัญ จากการศึกษาของนักวิจัยยังพบว่าอาจส่งผลกระทบทำให้ประสิทธิภาพการจำลดลง
  • พลังสร้างสรรค์ลดลง ภาพรวมผลเสียสำคัญของการไม่ดูแลสภาพร่างกายและจิตใจให้ความสมดุล คือ ร่างกายและจิตใจจะเกิดภาวะถดถอย หรือเรียกง่ายๆ ว่า “เอื่อย” ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง
    โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากๆ อาจทำให้ต้องใช้เวลาคิดมากกว่าปกติ หรือบางครั้งก็คิดไม่ออกเลยก็ได้
แม้ว่าความไม่สมดุลแห่งชีวิตจะไม่ส่งผลให้เห็นได้ทันที แต่ทว่า ผลดังกล่าวจะเห็นได้ในระยะยาวซึ่งอาจจะช้าเกินกว่าจะแก้ไข ...ดังนั้น ลองหันมาพิจารณาชีวิตประจำวันของตัวเองดูสิว่า มีพฤติกรรมเสี่ยงใดๆ ที่อาจทำให้ชีวิตเอียงซ้ายเอียงขวาหรือไม่ เพื่อความสุข สมบูรณ์ทั้งกายและใจ




สร้างสมดุลให้ชีวิตพิชิตโรค

5 นาทียามบ่าย ออกกำลังกายง่ายๆ ในออฟฟิศ

คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่ตื่นแต่เช้ามาทำงาน กว่าจะถึงบ้านก็หมดแรง
เรื่องออกกำลังกายไม่ต้องพูดถึง จะมีเวลาได้อย่างไร


ตอนอยู่ที่ทำงานก็จดจ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งเมื่อย ทั้งล้า ปวดหลัง เมื่อยแขน เมื่อยขา ลองมา
Restart ร่างกายด้วยท่าออกกำลังกายง่ายๆ ที่ทำได้ในออฟฟิศ ไม่เสียเวลา แค่ 5 นาที ก็ลดความเมื่อยล้า
ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้อย่างดี เริ่มจากการวอร์มร่างกายโดย
มือและแขน 
กำมือและเกร็งแขนให้แน่นจนรู้สึกเกร็งมากที่สุด เกร็งไว้ 10 นาที แล้วค่อยๆ คลายออก ถ้าคุณมีปัญหา
ปวดมือ เมื่อยนิ้ว ให้บีบนวดตามมือและแขนให้ทั่ว นวดขึ้นลงตั้งแต่ข้อศอกถึงนิ้วมือ ทำสลับทั้งสองข้าง แล้ว
นวดนิ้วมือจากโคนไปปลายนิ้วทุกนิ้ว นวดเสร็จ ก็บีบปลายนิ้วทุกนิ้ว สบายมือขึ้นเยอะเลย
จากนั้นบริหารแขนด้วยการนั่งตัวตรง ยกแขนสองข้างขึ้นตรงๆ ประสานนิ้วมือ แล้วพลิกมือคว่ำหงาย 10
ครั้ง ยืดตัวสูดลมหายใจ ปล่อยมือ แล้วยืดแขนทั้งสองข้างไปข้างหน้า ท่าบริหารนี้ช่วยลดความเมื่อยที่แขน
ใบหน้า 
ย่นหน้าผาก คิ้ว ตา และจมูกให้มากที่สุด ค้างไว้สักครูหนึ่งแล้วค่อยคลายออก จากนั้นเหยียดริมฝีปาก
ออกไปให้มากที่สุด พร้อมทั้งให้กดลิ้นที่เพดานปากให้แน่นที่สุด คุณจะรู้สึกตึงบริเวณลำคอ ริมฝีปาก
ขากรรไกร ลิ้น เกร็งไว้ 10 วินาที แล้วจึงค่อยผ่อนคลาย
คอ
บริหารคอ โดยนั่งในท่าที่ถูกต้อง ยืดคอให้ตรง อย่าเกร็งหัวไหล่ เอียงหูด้านขวาเข้าหาหัวไหล่ขวา รักษาระดับหัวไหล่ทั้งสองข้างให้เท่ากัน ยกมือขวาขึ้นแตะที่หูข้างซ้ายและค่อยๆ กดลงเบาๆ ในช่วงนี้จะเป็นการยึด
กล้ามเนื้อช่วงศีรษะ ทำซ้ำเช่นเดิมโดยสลับข้างซ้ายแทน
ใบหู 
เริ่มจากนั่งสบายๆ แตะปลายนิ้วทั้งสองข้างที่ใบหู เคลื่อนนิ้วไปยังส่วนบนของหูจากนั้นบีบนวดและคลี่
รอยพับ ของใบหูทั้งสองข้างออก ค่อยๆ เคลื่อนนิ้วลงมานวดบริเวณอื่นๆ ของใบหู ดึงเบาๆ เมื่อถึงติ่งหู ดึงลง
ทำซ้ำกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการได้ยิน และทำให้ความเข้าใจดีขึ้น เพราะเป็นการคลายเส้น
ประสาทบริเวณใบหูที่เชื่อมสมอง 
หลังและไหล่ 
หายใจเข้าลึกๆ และกลั้นหายใจไว้สักครู่ คุณจะรู้สึกคลายความตึงเครียดได้ ส่วนใครที่มีอาการปวดหลัง
เป็นประจำ ให้นั่งตัวตรง ประสานนิ้วมือไว้ตรงท้ายทอย แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมแอ่นอกผ่อนลมหายใจออกช้าๆ กลับมาในท่าเดิม 
หน้าท้องและก้น 
แขม่วท้อง ทำท้องให้แฟบมากที่สุด เกร็งไว้สักครู่แล้วค่อยผ่อนคลาย ทีนี้ให้ท้องพองออกมากที่สุด เกร็งไว้สักครูแล้วค่อยผ่อนคลาย ส่วนท่าบริหารบริเวณก้นให้ใช้วิธีขมิบก้นแล้วคลาย
ขา
นั่งนานๆ ควรลุกขึ้นยืนบ้าง เลือกเก้าอี้เหมาะๆ วางมือบนพนักเก้าอี้ที่อยู่นิ่งไม่วิ่งไถลไปด้วยลูกล้อแสนลื่น แล้วยืนหลังตรง ย่อเข่าและตัวช้าๆ ค่อยๆ ยืดขึ้น ทำซ้ำหลายครั้ง หายใจเข้าออกตามจังหวะย่อและยืดตัว หรือเพิ่มการเขย่งปลายเท้าขึ้นลงตามไปด้วย จะช่วยคลายความตึงไปทั้งขา
เท้า
กดปลายเท้าทั้งสองข้างลงกับพื้นให้มากที่สุด คุณจะรู้สึกตึงบริเวณกล้ามเนื้อน่อง เกร็งไว้สักครู่แล้วจึง
ค่่อยผ่อนคลายตลอดทั้งตัว ระหว่างทำงานควรลุกจากโต๊ะไปดื่มน้ำเข้าห้องน้ำบ้าง เพราะการเดินจะช่วยคลายความอ่อนล้า ยิ่งเดินสุขภาพยิ่งดี เดินไปแผนกอื่นบ้าง แทนที่จะยกหูโทรศัพท์หรือส่งเมล์สั่งงานตลอดเวลา
เดินรอบตึกออฟฟิศหากสถานที่อำนวย วันหนึ่งถ้าเดินได้ถึงหมื่นก้าวจะยอดเยี่ยมที่สุด
บริหารร่างกายครบทุกกระบวนท่าตามนี้แล้ว ลองหาน้ำเปล่าสักแก้ววางไว้ใกล้ๆ จิบทีละน้อย ช่วยให้
ร่่างกายและจิตใจ ตื่นตัวตลอดเวลา สมองเปิดว่างรับข้อมูลได้ดี เพราะน้ำช่วยปรับสารเคมีที่สำคัญในสมอง
และระบบประสาท เพื่อสุขภาพที่ดีชีวิตการงานที่สดใส สละเวลาออกกำลังกายวันละ 5 นาที เริ่มต้นวันนี้เลย

ที่มา : วารสารกิจการสัมพันธ์ เครือธนาคารกสิกรไทย


--------------------------------------------------------------------------------------






สร้างสมดุลให้ชีวิตพิชิตโรค

ทุกวันนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สังคมโลกที่เร่งรีบในปัจจุบัน
ทำให้ร่างกายต้องเสียสมดุลไปจากเดิม

กิจกรรมหลายอย่างที่เคยสร้างความสมดุลอย่างการออกกำลังกายถูกคำว่า “ไม่มีเวลา” เข้ามาแทรกแซง
ส่งผลกระทบให้ร่างกายเกิดอาการเจ็บไข้ต่างๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในแต่ละวันโรงพยาบาลต่างๆ จึงมีคนไข้มาใช้บริการจำนวนไม่น้อย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลายคนยังคงติดภาพโรงพยาบาลกับบริการในรูปแบบของการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากโรงพยาบาลจะปรับรูปแบบ มาให้บริการในลักษณะเพื่อการดูแลสุขภาพ ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะปกติ
คุณจอห์น ลีโคชุน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
เล็งเห็นถึงความสำคัญของสมดุลในร่างกายที่ผิดไปจากเดิม ดังนั้นการดูแลสุขภาพด้วยการปรับสมดุลจึงเป็นคำตอบไปสู่การป้องกันโรค
“สังเกตได้ง่ายๆ ว่าความสมดุลในชีวิตของคนเราเปลี่ยนไป จากอดีตที่คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทาง
การเกษตร เป็นชาวนามีที่ดินหลายร้อยไร่ เพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างกันหลายร้อยเมตร แต่ปัจจุบันนี้เรา
อาศัยอยู่ในคอนโด พื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร วันนี้ผมทำอะไรกินข้างบ้านรู้หมด ไม่มีความเป็นส่วนตัว พื้นที่ของเราหายไป แต่ใจเราอยู่นอกเมือง พูดง่ายๆ ว่าสุดสัปดาห์เมื่อไหร่ขับรถไปนอกเมืองเลย เพราะต้องการพักผ่อน”
ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า หากร่างกายยังปกติก็จะยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ จึงเกิดความประมาท แต่ในความเป็นจริงแล้วเมื่อร่างกายเจ็บป่วย ก็เหมือนเป็นสัญญาณที่ต้องการบอกว่าตอนนี้ร่างกายกำลังเสียสมดุลอยู่ 
“มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุล แต่ที่ชัดเจนที่สุด คือการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
เช่น การทำงานจนลืมเวลา พอตกบ่ายก็เพิ่งรู้สึกหิว แล้วพอเย็นวันศุกร์หรือในวันหยุดก็ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง จริงๆ แล้ววันธรรมดาควรหาเวลาพักผ่อนสักหน่อย ส่วนสุดสัปดาห์ก็สนุกเต็มที่ แต่ไม่จำเป็นต้องดื่มหนัก แต่ก่อนเคยมีคนบอกว่าดื่มชากาแฟไม่ดีต่อหัวใจ แต่ตอนนี้การดื่มกาแฟวันละ 1 - 2 แก้ว กลับช่วยหัวใจของเรา
ดังนั้นทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ความสมดุลจึงเป็นสิ่งจำเป็น”
ทุกวันนี้โรคร้ายบางโรคไม่มีแล้ว แต่เมื่อมีโรคหนึ่งหายไปก็เกิด โรคใหม่ขึ้นมาแทน และโรคที่คนไทยวัย
สูงอายุเป็นกันมากที่สุดคือ โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และเริ่มมีโรคเกี่ยวกับกระดูก 
“ข่าวดีคือโรคเหล่านี้ป้องกันได้ ข่าวร้ายคือมันมาจากการขาดสมดุลของร่างกาย มาจากวิถีชีวิตของเรา
คืออาหารการกิน ความตึงเครียด ส่วนใหญ่เมื่อเกิดความเครียดก็จะทานอาหารมากจนเดินไม่ไหว ในขณะที่บางโรคก็สามารถเชื่อมต่อกันได้ คนที่เป็นเบาหวาน สักวันหนึ่งจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ โรคเหล่านี้เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ดังนั้น เราต้องป้องกันตัวเราเอง เราเปลี่ยนเพื่อสร้างสมดุลได้ 
“จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขทำให้เราทราบว่าส่วนใหญ่ ชาวกรุงไม่ได้เป็นโรคติดต่อแล้ว ในอดีต
คนไทยไม่กล้าทานน้ำแข็ง เพราะไม่มั่นใจว่าใช้น้ำสะอาดหรือเปล่า และไม่กล้าทานผักผลไม้ข้างนอกบ้าน เพราะไม่ทราบว่าล้างสะอาดหรือเปล่า แต่เดี๋ยวนี้ความเชื่อแบบนี้เริ่มจางหายไปแล้ว”
สำหรับวิธีที่ช่วยรักษาสมดุลให้แก่ร่างกาย เพื่อไม่ให้ต้องไปใช้บริการโรงพยาบาลในฐานะคนไข้นั้น คุณ
จอห์นกล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุลเกิดจากการใช้ชีวิตที่สุดโต่ง เมื่อจะกินก็กินมากถึง4 - 5 มื้อต่อวัน พอไม่กินก็อดอาหารทั้งวัน เครียดก็เครียดจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ผ่อนคลายก็ดื่มเหล้าจนเมา คือสุดโต่งทั้งสองด้านนั้นไม่ดี การแสวงหาความสมดุลนั้นสำคัญ ผมเชื่อว่าทำได้ถ้าตั้งใจทำ 
“ผมมีนิสัยเสียอย่าง คือขณะทานอาหารเช้าอยู่ ก็อยากจะทราบว่าเมื่อคืนตลาดหุ้นที่อเมริกาและที่ยุโรป
เป็นอย่างไร คือต้องดูหุ้นขึ้นหรือลง และวันนี้จะทำอย่างไร ต้องเตือนตัวเองไม่ให้หมกมุ่นเรื่องนี้ ไม่ให้กล่องสี่เหลี่ยม กระดานสี่เหลี่ยมมาบังคับชีวิตของผม”
เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในชีวิตของเรามากยิ่งขึ้น ย่อมเป็นผลดีและผลเสีย อย่างเช่นการผ่อนคลาย
คุณจอห์นเลือกการฟังดนตรี จึงถือได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผ่อนคลาย หรือแม้แต่การสงบนิ่งยามเช้า มองดูสายน้ำก็ยังเป็นอีกหนึ่งทางหากไม่ต้องการพึ่งเทคโนโลยี 
“บางคนเลือกใช้เทคโนโลยีผิดทาง อย่างเวลาทานอาหารไม่ควรดูทีวีไปด้วย จะดีกว่าหรือไม่หากช่วงรับประทานอาหาร ให้เรียนรู้ที่จะรับรสชาติของอาหารอย่างเต็มที่ แต่ละคนต้องหาบางสิ่งบางอย่างมาเพื่อสร้างบรรยากาศที่สมดุล เช่นการที่ผมมองดูแม่น้ำ อย่างน้อยที่สุด เสาร์ - อาทิตย์เราหาต้นไม้สักต้นหนึ่งที่ทำให้มองเห็นสีเขียว มองเห็นธรรมชาติ หาสิ่งเหล่านี้เข้ามาช่วยสร้างสมดุล สร้างความผ่อนคลาย”
เมื่อนึกย้อนกลับไป ทำให้เราเริ่มรู้สึกตัวว่าร่างกายของคนส่วนใหญ่นั้นขาดสมดุลไปมาก แต่เมื่อทราบ
แนวทางการใช้ชีวิตแบบง่ายๆ แล้ว ก็เหมือนเป็นการเตือนตัวเองให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ เพื่อรักษาความสมดุลให้แก่ร่างกาย และโรคร้ายก็จะไม่มาเบียดเบียนเราอย่างแน่นอน
ที่มา บทสัมภาษณ์ คุณจอห์น ลีโคชุน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)

อาหารช่วยลดการแพ้อากาศ

สำหรับคนในยุคนี้ อาการแพ้อากาศเป็นกันมาก โดยเฉพาะกับคนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ที่เต็มไปด้วยมลภาวะ

แต่เราสามารถลดอาการแพ้ได้ด้วยการทำร่างกายให้แข็งแรง จากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำเปล่ามากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และที่สำคัญต้องกินผักผลไม้เพื่อให้ได้รับวิตามินและเกลือแร ่ที่มีผลในการลดการแพ้อากาศด้วย วันนี้มีวิตามินและเกลือแร่ ที่ช่วยลดการแพ้อากาศมาฝากกัน
วิตามินเอ พบมากในผักบุ้ง ผักคะน้า ตำลึง แครอท มะเขือเทศ ฟักทอง มะละกอ และน้ำมันตับปลา
ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และเสริมสร้างการทำงานของเซลล์เม็ดเลือด
วิตามินซี พบมากในฝรั่ง ส้ม ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว โดยวิตามินซี จะช่วยป้องกันและเสริมสร้างเซลล์
เม็ดเลือด ช่วยป้องกันอาการหวัด และการแพ้อากาศได้
วิตามินอี พบมากในธัญพืช ข้าวกล้อง และรำข้าว ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ และเสริมสร้าง
เซลล์ผิวให้แข็งแรง
สังกะสี พบมากในอาหารทะเล ธัญพืช และผลิตภัณฑ์นม ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ป้องกัน
อนุมูลอิสระ
คราวนี้ เมื่อสุขภาพดี อะไร ๆ ก็จะดีขึ้นตามมาอย่างแน่นอน

รู้เท่าทันผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอย

รู้เท่าทันผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอย

เหลียวซ้าย แลขวา หันหน้า หันหลังรอบตัว ล้วนเจอะเจอแต่คำโฆษณาถึง
สรรพคุณดีๆของผลิตภัณฑ์ลบริ้วรอยเต็มไปหมด จนไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไร
ถึงเหมาะกับตัวเราและคุ้มค่าเงินที่สุด

หากคุณมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจ เรารับอาสาพาคุณไขข้อข้องใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ลบริ้วรอยอย่างหมด
เปลือก เพื่อที่คุณจะได้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้อย่างชาญฉลาดและรู้เท่าทันค่ะ
รู้จักโครงสร้างผิวกันก่อน 
คุณรู้หรือเปล่าคะว่า ผิวหนังที่เราเห็นว่าเป็นเรื่องผิวเผินแท้จริงแล้วส่วนที่เห็นเป็นเพียงส่วนบนสุด เพราะในพื้นที่ผิวหนัง 1 ตารางนิ้ว มีเส้นเลือดจำนวนมาก เส้นขนประมาณ 65 เส้น ต่อมน้ำมัน 100 ต่อม ต่อมเหงื่อ 650 ต่อม เส้นประสาทจำนวนนับไม่ถ้วน และปุ่มประสาท 1,500 ปมเชียวล่ะค่ะผิวหนังตามส่วนต่างๆ หนาบางไม่เท่ากันตามหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป
เอพิเดอร์มิส โครงสร้างชั้นบนสุดของผิวหนัง เสมือนโรงงานผลิตเซลล์ผิวให้เกิดกระบวนการผลัดผิว
สร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนผิวหนังที่ตายแล้ว ทั้งยังเป็นที่อยู่ของเมลาโนไซต์ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเมลานิน
ตัวกำหนดสีผิวของเรา
เดอร์มิส ชั้นผิวลึกลงถัดจากเอพิเดอร์มิสไป มีความหนามากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของโครงสร้างผิว เป็นศูนย์รวมของส่วนต่างๆ ทั้งเส้นประสาทที่คอยรับสัมผัส ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน รากผม และเส้นเลือด ผิวชั้นนี้มีสิ่งที่ดีที่สุดของผิวแทรกอยู่คือ คอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนเส้นใยที่แข็งแรงที่สุดอย่างหนึ่งในร่างกาย และ
อีลาสติน เจ้าสองตัวนี้เองที่ช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงและยืดหยุ่น ซึ่งผิวจะสวยกระชับแค่ไหน ดูได้จากสองสิ่งนี้เอง
แฟตเลเยอร์ ผิวชั้นล่างสุดประกอบด้วยไขมันเป็นส่วนใหญ่ ชั้นผิวนี้จะเป็นตัวคอยปกป้องอวัยวะภายในอันบอบบางส่วนอื่นๆ ใต้ผิวหนัง และยังช่วยให้ผิวมีความหนาและนุ่มด้วย 
ประเภทของริ้วรอย
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวของผู้สูงอายุเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น เนื่องจากคอลลาเจนเกิดการสูญเสียน้ำจนเสียความยืดหยุ่นส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ผู้สูงอายุสูญเสียไขมันและเนื้อเยื่อใต้ผิวซึ่งทำหน้าที่เป็นเบาะระหว่างผิวหนังกับอวัยวะภายใน ฉะนั้นเมื่อไขมันสูญเสียไป ผิวจึงไม่มีตัวหนุนรับ และเริ่มหย่อนลงจนเป็นรอยย่น นอกจากนี้การขาดความชุ่มชื้นก็มีส่วนที่เ ร่งให้เกิดริ้วรอยได้เร็วขึ้นเช่นกัน ริ้วรอยมีหลายประเภท ดังนี้
Old Wrinkles ริ้วรอยที่เกิดขึ้นจากกาลเวลา ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หากเราบำรุงรักษาผิวหน้าโดยไม่ถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอก อาทิ แสงแดด ควันบุหรี่ ริ้วรอยประเภทนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราอายุ 60 ปี
Sun Wrinkles ริ้วรอยนี้เกิดจากผิวถูกแสงแดดทำร้ายไปถึงชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้คอลลาเจน (โปรตีนช่วยให้ผิวแข็งแรง ช่วยซ่อมแซมผิวที่เป็นรอยแผลด้วยการสร้างเนื้อเยื่อบางๆ คลุมไว้) และอีลาสตินไฟเบอร์เสื่อมสภาพลง ริ้วรอยประเภทนี้จะเริ่มปรากฏตัวตั้งแต่ย่างเข้าวัย 20 ปี โดยจะเห็น เป็นรอยบางๆ หรืออาจจะสังเกตว่าผิวเริ่มแห้งกว่าแต่ก่อน แต่ก็อย่าชะล่าใจ เพราะหากปล่อยไว้ เมื่อเข้าวัย 30 ปี ผิวจะกลายเป็นกระหรือจุด
ด่างดำ สุดท้ายเมื่อเข้า 40 ปี ริ้วรอยจะลงลึกบนผิวหน้า ซึ่งริ้วรอยเกือบครึ่งหนึ่งบนใบหน้ามักเกิดจากแสงแดดนี่เอง
Sleep Lines ริ้วรอยที่เกิดจากการนอนผิดท่าเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะการนอนตะแคงข้างหรือนอน
คว่ำหน้า แม้ว่าริ้วรอยนี้จะไม่น่ากลัวนัก แต่หากเรายังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการนอน ริ้วรอยชนิดนี้จะไม่สามารถลบเลือนได้อีกหากเราอายุเพิ่มมากขึ้น
Express Lines ริ้วรอยที่เกิดจากผิวหน้าที่เคลื่อนไหวอยู่บ่อยๆ เช่น ขมวดคิ้ว หัวเราะ อ้าปาก ยิ้ม
เป็นต้น จะพบเห็นริ้วรอยชนิดนี้ตั้งแต่อายุ 20 ปี และเริ่มมีรอยลึกขึ้นเมื่อช่วงอายุ 30-40 ปี 
Gravity Grooves ริ้วรอยนี้มีสาเหตุมาจากแรงโน้มถ่วงเป็นสำคัญ ริ้วรอยชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป บริเวณที่พบเห็นคือหนังตาและมุมปาก พอย่างเข้า 40 ปีจะพบริ้วรอยนี้บริเวณร่องแก้ม และเมื่อเข้าวัย 50 ปี อาการหย่อนคล้อยอาจรุกรานไปถึงบริเวณคางและขากรรไกร
รู้ไว้ใช่ว่ากับผลิตภัณฑ์ anti - aging
วิธีการลบเลือนริ้วรอยนั้นมีมากมายหลากหลายวิธี และการใช้ผลิตภัณฑ์ anti - aging ดูจะได้รับความ
สนใจเป็นอันดับต้นๆ ของบรรดาผู้บริโภค แต่สิ่งสำคัญที่ควรนึกถึงไว้อยู่เสมอคือเครื่องสำอางไม่ใช่ยา ฉะนั้น
มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดจึงแสดงฝีมือได้แค่ลบเลือนริ้วรอยให้จางลง แต่ไม่ได้ทำให้หายไป
เพราะริ้วรอยที่เห็น ฝังรากลึกถึงใต้ผิวหนัง (เนื่องจากทั้งคอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย) ในขณะที่ครีม
ต่อต้านริ้วรอยส่วนใหญ่ช่วยได้แค่ผิวชั้นบนเท่านั้น 
ก่อนเลือกซื้อครีมบำรุงผิวควรศึกษาให้แน่ใจเสียก่อนว่า ส่วนผสมของครีมแต่ละกระปุกที่เราจะซื้อนั้นดีจริงดั่งคำโฆษณาที่ว่าไว้หรือเปล่า เพราะราคาของผลิตภัณฑ์แต่ละกระปุกนั้นสูงไม่ใช่เล่นๆ เลยนะคะ 
Cell Renewal Cream ครีมนี้จะมีส่วนประกอบของเอเอชเอ บีเอชเอ และเรตินอล ช่วยเร่งกระบวนการผลัดผิวตามธรรมชาติให้ทำงานได้ดีและเร็วขึ้น แต่ครีมที่มีสรรพคุณนี้ความเป็นจริงแล้วไม่ได้หมายความว่า
มันจะช่วยลบริ้วรอยโดยเฉพาะริ้วรอยลึกๆ ได้ 
Face Cream ครีมประเภทยกกระชับผิว อาศัยหลักแรงตึงตัวของผิว พอทาครีมตัวนี้จะมีสารบางตัวที่เป็นโพลีเมอร์ชนิดหนึ่งช่วยยกกระชับผิว ทำให้เกิดแรงตึงตัวเหมือนเวลานำไข่ขาวทาหน้า แต่ครีมประเภทนี้จะให้ความรู้สึกตึงหน้าอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ต้องทาใหม่เรื่อยๆ ครีมประเภทนี้แม้จะช่วยยกกระชับหน้าให้ตึงก็จริง แต่ไม่ได้ช่วยบำรุงผิวเลย ดังนั้นจึงต้องมีการผสมครีมตัวอื่นที่ใช้ในการบำรุงผิวเข้าไปด้วย
ส่วนผสมยอดฮิตใน anti - aging
นี่คือส่วนผสมยอดฮิตที่ระบุไว้ในครีมลบเลือนริ้วรอยชนิดต่างๆ ค่ะ
สารสำคัญ
ประสิทธิภาพ
โคเอมไซม์คิวเทน
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ผิว ทำให้ผิวทนต่อรังสียูวีเอได้ดีขึ้น และยับยั้งการสร้างเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ครีมที่มีส่วนผสมของ Q10 สามารถลดริ้วรอยได้ถึง 23 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณหากเปรียบกับครีมที่ไ ม่มี Q10 สำหรับปริมาณการใช้ Q10 อย่างเห็นผลได้ดีคือ ความเข้มข้นที่ 1 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
วิตามินซี
ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ให้ผิวมีความยืดหยุ่นและกระชับ เป็นสารที่มีแอนติออกซิแดนท์สูง จึงช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด วิตามินซีช่วยลดรอยด่างดำ ทั้งยังช่วยลดริ้วรอยบางๆ ได้ แต่ทั่วไปครีมลบริ้วรอยมักจะมีวิตามินซีบรรจุอยู่น้อยมากๆ ไม่ถึง 0.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่สามารถใช้ลดริ้วรอยได้ดีมากนัก
วิตามินอี
สารคู่หูของวิตามินซี เพียงแต่แตกต่างกันตรงที่วิตามินอีละลายในไขมันได้ดีกว่า ส่วนคุณสมบัติโดดเด่นของวิตามินตัวนี้คือสารโทรโคฟีรอล ช่วยฟื้นฟูผิว รวมถึงช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นดีขึ้น
คอลลาเจนและอีลาสติน
เครื่องสำอางหลายยี่ห้อพยายามคิดค้นหาทางนำคอลลาเจนและอีลาสตินกลับคืนสู่ผิว แต่สารเหล่านี้อยู่ในโครงสร้างผิวตามธรรมชาติ เสื่อมไปและไม่มีวันฟื้นกลับคืนใหม่ด้วยการทาครีมลงบนผิว
กรดวิตามินเอหรือเรตินอล
กรดวิตามินเอกระตุ้นให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นบนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้จากภายใน ผิวภายนอกจึงดูเรียบเนียนและริ้วรอยลดลง (กรดวิตามินเอจัดเป็นยา จึงควบคุมการใช้โดยแพทย์และเภสัชกร ขณะที่เรตินอลคืออนุพันธ์ของวิตามินเอสามารถอยู่ในครีมบำรุงผิวได้)
เอเอชเอ (AHA)
กระตุ้นให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นบนเท่านั้น เนื่องจากครีมที่วางขายเป็น AHAที่มีความเข้มข้นต่ำ (< 15 เปอร์เซ็นต์) AHA กระตุ้นคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ต้องมีความเข้มข้นสูง จึงใช้สำหรับทำทรีตเม้นท์ AHA ที่ต้องดูแลโดยแพทย์ ซึ่งจะต้องทาแล้วล้างออกเท่านั้น เพราะอาจทำให้ผิวไหม้ได้
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
รายงานผลการวิจัยพบว่าสารตัวนี้จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการทำลายเซลล์คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนังที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาความสวยใส และป้องกันการเกิดริ้วรอยและรอยหมองคล้ำได้
สารสะกัดจากสาหร่ายทะเล
สารสกัดตัวนี้ถือเป็นแหล่งรวมแร่ธาตุมากมาย อย่างโปรตีน วิตามินเอ บี ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ฯลฯ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ทั้งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยได้
ชาเขียว
ชาเขียวมีสารโพลีฟีนอล ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์มากกว่าวิตามินอี 20 เท่า เมื่อนำมาผสมในผลิตภัณฑ์ป้องกันและลดริ้วรอย ทำให้ฟื้นฟูสภาพผิวให้เปล่งปลั่ง สดใส ทั้งยังช่วยป้องกันรังสียูวีได้
สารสะกัดจากเปลือกส้ม
สารนี้มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยได้
สารสะกัดจากยีสต์
สารสก ัดชนิดนี้ช่วยให้เกิดการซ่อมแซมเซลล์ผิวให้ดูเปล่งปลั่ง พร้อมยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยได้
สารสะกัดจากถั่วเหลือง
สารชนิดนี้ช่วยให้เซลล์ผิวแข็งแรงด้วยสารเจนิสติน ที่มีคุณสมบัติฟื้นฟูสภาพผิวให้สดใส อ่อนเยาว์ และช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยได้ด้วย
เคล็ดลับชะลอริ้วรอย ทางเลือกใกล้ตัว
นอกเหนือจากเลือกครีมลดริ้วรอยที่ควรเลือกอย่างฉลาดแล้วการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างสามารถส่งผลให้ริ้วรอยที่เรากลัวๆ กัน โบกธงขาวยอมรับความแพ้พ่ายลงได้ 
หลีกเลี่ยงแสงแดดตั้งแต่ 10 
หากต้องผจญแสงแดดควรพกพาร่มหรือสวมหมวกอยู่เสมอ แต่ถ้าไม่มีอุปกรณ์ช่วย พยายามเดินในที่ร่ม
หรือยืนใต้ต้นไม้ และอย่าลืมสวมแว่นกันแดดเพื่อปกป้องผิวรอบดวงตาด้วย การใส่เสื้อผ้าที่มิดชิดโดยเฉพาะเสื้อผ้าฝ้ายจะช่วยปกป้องผิวได้ดี เพราะช่วยสะท้อนรังสียูวีเอและยูวีบีบางส่วน แถมช่วยระบายความร้อนได้ดี ที่สำคัญควรเลือกใส่เสื้อผ้าสีสว่างๆ จะได้ไม่ดูดความร้อน 
อย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน 
ครีมกันแดดเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะช่วยป้องกันรังสียูวีเอ (ป้องกันการเหี่ยวย่น) และยูวีบี (ป้องกันมะเร็งผิวหนัง) ได้ค่ะ
เลิกสูบบุหรี่
หากคุณหย่าขาดกับบุหรี่ตั้งแต่วันนี้คุณสามารถเรียกผิวหน้าสวยๆของคุณคืนกลับมาได้ เพราะคนจำนวนไม่น้อยที่เมื่อหยุดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด พวกเขายืนยันว่ารู้สึกดูดี อ่อนวัยขึ้น สดชื่นและที่สำคัญที่สุด ริ้วรอยที่เคยมีดูเหมือนจะน้อยลงทุกขณะด้วย
ดื่มน้ำมากๆ 
ถ้าไม่อยากให้ผิวขาดความชุ่มชื้นจนริ้วรอยฟ้อง จงดื่มน้ำมากๆ อย่าปล่อยให้ร่างกายกระหายน้ำ
เป็นอันขาด เพราะหนึ่งในอาหารผิวที่ดีที่สุดคือน้ำบริสุทธิ์นี่เอง ฉะนั้นหันกลับมาดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ
6-8 แก้ว เพื่อผิวสวยกันดีกว่าค่ะ 
ให้อาหารผิวกันบ้าง
การกินอาหารที่ช่วยชะลอริ้วรอยนั้น ควรลดปริมาณไขมันที่ร่างกายได้รับในแต่ละวันให้เหลือน้อยกว่า
30 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนแคลอรีที่ร่างกายต้องการ อาหารที่ประกอบด้วยวิตามินเอ ซี อี ช่วยฟื้นฟูผิวและต่อต้านริ้วรอยได้ เช่น แครอท ฟักทอง มันฝรั่ง บรอกโคลี ผักโขม แคนตาลูป และลูกพีช กินอาหารไขมันต่ำที่มีแคลเซียมสูง (แคลเซียมดีต่อกระดูกและส่งผลต่อคอลลาเจน) อย่างบรอกโคลี กะหล่ำปลี ปลาแซลมอน และปลาซาร์ดีน เพิ่มไฟเบอร์ให้ร่างกายวันละ 25-30 กรัมด้วยอาหารไฟเบอร์สูง เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ถั่ว
ลูกพลัม และลูกพีช 
อย่าออกกำลังกับหน้ามากเกินไป 
แม้ว่าหนังสือความงามหลายต่อหลายเล่มจะแนะนำให้บริหารผิวหน้าเพื่อเพิ่มความกระชับให้ผิว แต่การ
เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อผิวหน้าทำให้เกิดรอยย่นได้ ยิ่งทำบ่อยๆก็เท่ากับย้ำรอยเดิมให้ลึกและชัดเจนยิ่งขึ้น ฉะนั้น
พยายามอย่าทำอะไรกับผิวหน้า ค่อยๆ พูด หัวเราะแต่พองาม อย่าขมวดคิ้วจนเป็นนิสัย แม้กระทั่งการนวดหน้า
ที่ว่าดีต่อผิว ถ้าเป็นไปได้ อย่าแตะต้องมันบ่อยๆ เพราะทุกครั้งที่มือเราสัมผัสนั่นแหละทำให้เกิดเป็นริ้วรอย
เล็กขึ้นมาได้
นอนให้ถูกท่า
การนอนมีส่วนสำคัญนะคะ เพราะหากนอนถูกท่าแล้วจะไม่ เกิดรอยย่นที่เรียกกันว่า Sleep Line ท่านอนที่ถูกต้องที่สุดคือการนอนหงาย เพราะไม่ทำให้เกิดริ้วรอยจากการนอนและกดทับของผิวหน้า แม้ในตอนกลางคืนที่เราหลับ เราอาจควบคุมท่านอนของเราได้ยากขึ้น แต่ขอให้เมื่อรู้สึกตัวเมื่อไรจงรีบนอนหงายให้เหมือนเดิม 
จงอย่าเครียด 
ระลึกไว้เสมอค่ะว่า ความเครียดคือศัตรูของผิวสวยและก่อให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยนะคะ
ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ครีมตัวไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเลือกใช้ให้เหมาะกับตัวเรา อีกทั้งอย่าลืมเรื่องการ
รับประทานอาหารและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง รับรองค่ะว่าผิวสวยๆ จะอยู่คู่คุณไปอีกนาน
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์อย่างชาญฉลาด
เครื่องสำอางบางชนิดสามารถช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยได้จริง แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ด้วยหลักการรักษาความชุ่มชื้นของผิว ให้คงไว้ แต่ไม่อาจทำให้ผิวเต่งตึง เรียบเนียนเหมือนผิวของหนุ่มสาวได้อีก
ดังนั้น ทริกในการเลือกซื้อครีมต่อต้านริ้วรอยจึงมี 4 อย่างที่ต้องท่องไว้ให้ขึ้นใจค่ะ
• เลือกครีมให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง
ถ้าผิวแห้ง ควรใช้ครีมที่มีความมันและความชุ่มชื้นมากๆ ส่วนผิวมันควรใช้ครีมที่มีเนื้อบางเป็นเจลหรือโลชั่นน้ำนม เพราะถ้าเลือกใช้ผิดอาจส่งผลต่อสภาพผิว เกิดเป็นเม็ดหรือผื่นคันจดหมดสวย แถมริ้วรอยก็ไม่หายเสียด้วย 
• ครีมที่มีประสิทธิภาพในการลบริ้วรอย 
เลือกดูครีมที่มีส่วนผสมของสารเพิ่มเติมจำพวกสารลดอนุมูลอิสระต่างๆ เช่น วิตามินซี วิตามินอี
โคเอมไซม์คิวเทน สารสกัดจากเมล็ดองุ่นและชาเขียว 
• ผิวหมองคล้ำ ห ยาบกร้าน และมีริ้วรอย 
เลือกดูครีมที่มีส่วนประกอบของสารที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เช่น
สารเรตินอยด์ เอเอชเอ บีเอชเอ ไลโพอิกแอซิด แต่ถ้าคุณเป็นคนแพ้ง่าย ขอให้เมินเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารเหล่านี้ไปได้เลย เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองและทำให้ผิวมีปัญหาเรื่องริ้วรอยมากขึ้นอีก 
• กรณีที่คุณกระเป๋าหนัก
ลองเลือกครีมที่มีส่วนผสมของสารที่กระตุ้นเซลล์ในระดับโมเลกุลโดยตรง อย่างครีมที่มีส่วนผสมของสารอาหารเลี้ยงเซลล์ต่างๆ เพราะครีมเหล่านี้มีคุณสมบัติกระตุ้นเซลล์ให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
เพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดการซ่อมแซมตัวเองของเซลล์ผิวมากขึ้น

อาหารเสริมรู้ไว้ ใช้เมื่อจำเป็

ช่วงที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่เริ่มใส่ใจสุขภาพหันมาออกกำลังกาย และใส่ใจ
เลือกรับประทานอาหารกันมากขึ้น ในขณะที่บางคนไม่มีเวลามากพอ จึงเลือก
อาหารเสริมมาเป็นตัวช่วย ในขณะที่บางคนก็ทานอาหารเสริมจนกลายเป็นอาหารมื้อหลักในที่สุด

ลองมาดูกันสิว่า...อาหารเสริมแต่ละประเภทควรทานในปริมาณเท่าไร และมีข้อควรระวังอย่างไร
วิตามินเอ ประมาณวันละ 4,000 IU
ประโยชน์ นอกจากช่วยป้องกันความเสื่อมของผิวหนังแล้ว ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพในการมองเห็น
การทำงานของระบบสืบพันธุ์ 
วิตามินเสริมฤทธิ์ วิตามินบีรวม วิตามินซี ดี อี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสังกะสี 
ปัจจัยขัดขวางการดูดซึม การออกกำลังกายหนักหลังจากกินวิตามินเอภายใน 4 ชั่วโมง ดื่มแอลกอฮอล์
กินอาหารที่มีธาตุเหล็กมากเกินไป กินยาแอสไพริน ยาสเตียรอยด์ ยานอนหลับ ยาระงับประสาทยาระงับการชัก และยารักษาโรคไทรอยด์ 

ข้อควรระวัง
- การกินวิตามินเอมากเกินปริมาณที่กำหนด อาจเกิดอาการปวดกระดูก ปวดข้อ ผมร่วง ริมฝีปากแตก
ผิวหนังแห้งคันเป็นขุย เบื่ออาหาร เส้นเลือดเปราะ และเกิดภาวะโลหิตจางได้ 
- ในหญิงมีครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินวิตามินเอ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแท้งหรือทารกพิการได้

วิตามินเอที่ได้จากสัตว์ เช่น น้ำมันตับปลา ร่างกายจะดูดซึมหลังกิน 3 - 5 ชั่วโมง ขณะที่วิตามินเอในรูปของแคโรทีนจากพืชผัก ร่างกายต้อง ใช้เวลา 6 - 7 ชั่วโมงในการดูดซึม
วิตามินซี วันละ 1,000 มิลลิกรัม
ประโยชน์ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายสามารถต้านทานเชื้อโรคต่างๆ และช่วยผลิตและ
รักษาระดับสารคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน เส้นเอ็น ผิวหนัง 
วิตามินเสริมฤทธิ์ วิตามินบีรวม กรดโฟลิก แร่ธาตุสังกะสี แคลเซียม และแมกนีเซียม สูบบุหรี่ ความ
เครียด สูดดมยาฆ่าแมลง หรือกินยาประเภทยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน ยาระงับประสาท ยาคุม
กำเนิดชนิดกิน และยาซัลฟารักษาแผล

ข้อควรระวัง 
- ห้ ามกินวิตามินซีร่วมกับยาที่ออกฤทธิ์ป้องกันเลือดแข็งตัว เพราะจะทำให้เลือดออกมากขึ้น
- ไม่ควรกินวิตามินซีเสริมเกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้
วิธีการรักษาวิตามินซีในผักและผลไม้ ไม่ควรล้างหรือแช่ผักผลไม้ที่ปอกเปลือก แล้วลงในน้ำ ส่วนการทำ
อาหาร ควรใช้เวลาในการปรุงให้น้อยที่สุด ถ้าต้ม ควรรอให้น้ำเดือดเต็มที่จึงค่อยใส่ผักแล้วปิดฝาทันที และพยายามหลีกเลี่ยง การใช้ภาชนะที่ทำด้วยทองแดง
วิตามินอี วันละ 100 400 IU
ประโยชน์ นอกจากช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และซ่อมแซมผิวหนังแล้วยังเป็นสารต้านไม่ให้
หลอดเลือดแข็งตัว จึงช่วยลดการอุดตันของคอเลส เตอรอล ทำให้เลือดไหลเวียน ดีขึ้น 
วิตามินเสริมฤทธิ์ วิตามินเอ วิตามินบีรวม วิตามินบี 1 วิตามินซี แมงกานีส และ ซีลีเนียม
ปัจจัยขัดขวางการดูดซึม ยาปฏิชีวนะ น้ำแร่ ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด และยาฮอร์โมนเอสโทรเจน

ข้อควรระวัง 
- ถ้ากินยาควบคุมความดันโลหิตหรือแอสไพริน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการกินวิตามินอี 
- การกินในปริมาณมากติดต่อกันนานๆ อาจส่งผลให้ปวดท้อง คลื่นไส้ อ่อนเพลีย สายตามัว
แคลเซียม ปริมาณวันละ 1,500 มิลลิกรัม
ประโยชน์ นอกจากช่วยเสริม สร้างกระดูกให้แข็งแรงแล้ว ยังช่วยรักษาระดับความดันเลือด และการ
ทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจให้เป็นปกติ พร้อมทั้งรักษาความเป็นกรด ด่างในเลือดให้สมดุล
วิตามินเสริมฤทธิ์ วิตามินเอ ซี ดี แร่ธาตุเหล็ก และแมกนีเซียม
ปัจจัยขัดขวางการดูดซึม ความเครียด การสูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มกาแฟเกินวันละ 6 แก้ว
น้ำอัดลม ยาแอสไพริน ยาลดไข้ ระงับปวด ยาสเตียรอยด์ เช่น คอร์ติโซน เพร็ดนิโซโลน ยา ระงับประสาท
ยาขับปัสสาวะ

ข้อควรระวัง
ถ้ากินในปริมาณมาก อาจเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ความดันเลือดสูง ปัสสาวะน้อย ท้องผูก กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเกิดนิ่วที่ไตได้
กรดโฟลิก ปริมาณ 180 - 200 ไมโครกรัม และ 400 ไมโครกรัม ในหญิงตั้งครรภ์
ประโยชน์ ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมการทำงานของสมองและอารมณ์ให้อยู่ใน ภาวะปกติ
ช่วยให้เจริญอาหารมากขึ้น และมีส่วนช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานเป็นปกติ
วิตามินเสริมฤทธิ์ วิตามินบีรวม ไบโอติน และวิตามินซี
ปัจจัยขัดขวางการดูดซึม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด ยาระงับประสาท และ ยาแก้ชักที่รักษาอาการลมบ้าหมู กรดโฟลิกเป็นประโยชน์มากในหญิงตั้งครรภ์ ช่วยให้ทั้งแม่และเด็กไม่เกิดภาวะโลหิตจาง ลดความเสี่ยงที่เด็กในครรภ์จะพิการหรือสมองเสื่อม

ข้อควรระวัง
การกินกรดโฟลิกปริมาณมากในระยะเวลานาน อาจก่อให้เกิดภาวะร่างกายขาดวิตามินบี 12 และทำให้
เกิดภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
แมกนีเซียม วันละ 300 มิลลิกรัม และ 450 - 600 มิลลิกรัม ในหญิงมีครรภ์หรือในระยะให้นมบุตร
ประโยชน์ ช่วยให้การทำงานของระบบกล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท และการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายเป็นปกติ บรรเทาอาการที่เกี่ยวกับสมอง เช่น อาการซึมเศร้า ไมเกรน ที่ สำคัญ หากร่างกายได้รับไม่เพียงพอจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูงได้ 
วิตามินเสริมฤทธิ์ วิตามินบี 6 วิตามินซี วิตามินดี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโปรตีน
ปัจจัยขัดขวางการดูดซึม อาหารแปรรูป น้ำอัดลม การใช้ยาขับปัสสาวะ 

ข้อควรระวัง
- ปกติถ้าได้รับแมกนีเซียมมากเกินไป ร่างกายจะขับออกทางไต แต่ในผู้ป่วยที่มีปัญหาทางไต ร่างกายไม่สามารถขับแมกนีเซียมออกได้หมด อาจส่งผลให้เกิดอาการท้องร่วงได้
- หากอัตราส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไม่สมดุล จะขัดขวางการดูดซึมของแมกนีเซียมได้
อัตราส่วนของแคลเซียม ต่อแมกนีเซียมที่ควรได้รับต่อวัน คือ 2 ต่อ 1 เช่น แคลเซียม ประมาณ 600 มิลลิกรัมต่อแมกนีเซียม 300 มิลลิกรัม

วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เลือกซื้อออร์แกนิกแบบสมเหตุสมผล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ อาหารออร์แกนิกเป็นที่นิยมในหมู่คนรักสุขภาพมาก
เป็นพิเศษ แต่หลายคนยังไม่ทราบว่า จริงๆ แล้วผลิตภัณฑ์บางชนิดไม่จำเป็น
ต้องเลือกแบบ “ออร์แกนิก” ก็ได้ มาอัพเดตกันหน่อยว่ามีสินค้าอะไรบ้างให้
สาวๆ อย่างเรามีสุขภาพดีและสบายกระเป๋าด้วย


รู้จัก “ออร์แกนิก”
ออร์แกนิก” ในเวอร์ชั่นไทยใช้คำว่า “เกษตรอินทรีย์” หมายถึง อาหารประเภทผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ รวมไป
ถึงอาหารชนิดอื่นๆ ที่ผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอน ถ้าเป็นผักผลไม้ก็จะเพาะปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่
มีการตัดต่อทางพันธุกรรม ไม่ใช้วัตถุสังเคราะห์ใดๆ ทั้งปุ๋ยวิทยาศาสตร์และสารเคมีกำจัดวัชพืช หรือถ้าเป็น
เนื้อสัตว์ก็จะไม่มีสารเร่งโต เพื่อไม่ให้มีสารเคมีตกค้างมาถึงผู้บริโภค
จากการวิจัยพบว่า ผลิตภัณฑ์ “ออร์แกนิก” มีวิตามินสูงกว่าอาหารทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีที่มีสูงกว่า
ถึง 27% ธาตุเหล็กสูงกว่า 21% และสารแมงกานีสสูงกว่าถึง 29% นอกจากนี้ยังเป็นอาหารที่ช่วยต้านมะเร็ง
และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองอีกต่างหาก

แบบนี้ต้อง “ออร์แกนิก”
ผลิตภัณฑ์ที่ควรเลือกซื้อแบบออร์แกนิกเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพคือ อาหารที่เรามักรับประทานทุก
ส่วนของมัน เช่น ผักผลไม้ที่รับประทานโดยไม่ปอกเปลือกและเนื้อสัตว์ เป็นต้น สินค้าที่คนนิยมซื้อกันมาก
ได้แก่
1. แอ๊ปเปิ้ล เพราะสารอาหารต่างๆ มักจะอยู่ที่เปลือก แต่ขณะเดียวกันเปลือกก็เป็นแหล่งรวมสารเคมีตก
ค้างด้วย ฉะนั้น เลือกแบบออร์แกนิกน่าจะสบายใจได้มากกว่า
2. ผักใบเขียว โดยเฉพาะกะเพรา ผักชี คะน้า และผักกาด เป็นของโปรดอันดับหนึ่งของแมลงหลากพันธุ์
ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อให้ผักดูสวยน่ารับประทาน
3. เมล็ดกาแฟ ก่อนซื้อควรอ่านฉลากว่าเป็นกาแฟที่ผลิตจากประเทศเปรู เอธิโอเปีย และเม็กซิโก เพราะ
เป็นสามประเทศที่ยึดมั่นในหลักการผลิตแบบออร์แกนิก แบรนด์ที่เรารู้จักกันดีก็มีสตาร์บัคส์ ลาวัซซา และ
คอสตา อีกทั้งกาแฟดอยช้างในเครือดอยตุงของบ้านเราก็เป็นสินค้าออร์แกนิกเช่นกัน
4. เนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ออร์แกนิกคือ เนื้อของสัตว์ที่ถูกเลี้ยงดูตามธรรมชาติหรือเลี้ยงแบบปลอดสารพิษ
และได้กินอาหารปลอดสารพิษเนื้อสัตว์ออร์แกนิกจะมีรสชาติดีกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป และการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์
ออร์แกนิกยังเป็นการสนับสนุนธุรกิจฟาร์มที่สะอาดถูกสุขลักษณะอีกทางหนึ่งด้วย ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งมี
เนื้อสัตว์ปลอดสารพิษให้เราได้เลือกซื้อ เช่น ร้านดอยคำ หรือท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น
Non-organic บ้างก็ได้
ผลิตภัณฑ์บางชนิดก็ไม่จำเป็นจะต้องซื้อแบบออร์แกนิกให้กระเป๋าแฟบ เพราะโดยธรรมชาติแล้วพวกมัน
เอาตัวรอดจากแมลงและวัชพืชได้ หรือผลไม้หลายประเภทก็มีเปลือกหนาคอยป้องกันไม่ให้เนื้อในโดนสารเคมี
จึงซื้อมารับประทานได้แบบไม่ต้องติดป้ายออร์แกนิกด้วยซ้ำ เช่น
1. บรอกโคลี จากการวิจัยพบว่า เป็นผักที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงน้อยกว่าผักชนิดอื่น จึงซื้อจากพ่อค้าแม่ค้า
ได้อย่างสบายใจ ขอแค่ล้างให้สะอาดด้วยน้ำยาล้างผักก่อนนำไปปรุงอาหารก็พอ
2. สะเดา แมลงไม่ค่อยมายุ่ง เพราะสะเดามีฤทธิ์ฆ่าแมลงอยู่ในตัว จึงถือเป็นอีกหนึ่งผักปลอดภัย ซื้อจาก
ตลาดมาล้างแล้วลวกกินกับน้ำปลาหวานได้เลย
3. ถั่วลันเตา มีเปลือกเขียวๆ ไว้คอยป้องกันสารเคมีได้บ้าง แต่ควรล้างให้สะอาดจะได้หายห่วงเรื่องสาร
ตกค้าง
4. ผลไม้ที่ไม่นิยมกินเปลือก กล้วย มะละกอ สับปะรด มะม่วง หรือกีวี เพราะสารเคมีส่วนใหญ่จะไป
สะสมอยู่ที่เปลือกผลไม้ เมื่อปอกทิ้งไปก็รับประทานได้อย่างสบายใจ 

วิธีล้างผักให้สะอาดมั่นใจ
1. ปอกเปลือกหรือลอกเปลือกชั้นนอกของผัก
2. ล้างผักด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง หรือปล่อยให้น้ำสะอาดไหลผ่านอย่างน้อย 2 นาที
3. ล้างด้วยน้ำยาล้างผัก หรือถ้าอยากผสมน้ำยาเองก็มีหลายสูตรให้
• น้ำคลอรีน ใช้ผงปูนคลอรีน ช้อนชาต่อน้ำ 20 ลิตร
• น้ำเกลือ ใช้เกลือ 2 ช้อนโต๊ะพูนต่อน้ำ 4 ลิตร
• น้ำโซดา ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร
• น้ำส้มสายชู ใช้น้ำส้มสายชู ถ้วยต่อน้ำ 4 ลิตร
4. ล้างผักสดด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง
5. ยกผักขึ้นวางให้สะเด็ดน้ำก่อนนำมาปรุงอาหาร
To Know
การหาซื้อผลิตภัณฑ์ “ออร์แกนิก” ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่สังเกตสติ๊กเกอร์ USDA Organic ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสินค้านั้นๆ เป็นสินค้าออร์แกนิกตามมาตรฐานของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (The U.S. Department of Agriculture) หรือมองหาสติ๊กเกอร์ ACT หรือ มกท. ซึ่งเป็นของสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ที่คอยดูแลสินค้าออร์แกนิกของบ้านเรา นอกจากนี้ ยังมีองค์กรอื่นๆ ที่ทำหน้าที่รับรองเรื่องมาตรฐานสินค้าออร์แกนิกอีก เช่น Fair Trade และ IFOAM (สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ) เป็นต้น




Gobbler Hosting

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

จงรักษาใจ..ให้เหมือน "นาฬิกา" ..

คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน...แต่มักมีปัญหาการฟังให้เข้าใจ
คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการเรียน...แต่มักมีปัญหาเรื่องการรู้ให้จริง
คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการเปล่งเสียง...แต่มักมีปัญหาเรื่องการพูดให้เข้าหูคน 
จงรักษาใจ..ให้เหมือน "นาฬิกา" ..เพราะหน้าที่ของนาฬิกา...
คือ..การอยู่กับปัจจุบันขณะ..
ด้วยสัจจะ และความเที่ยงตรง..
๑ ปี เอาเหล็กมาขัดสนิมหนึ่งครั้ง ซ้ำยังไม่ขัดถึงที่สุด..
ไม่ทำถึงจุดที่จะไม่เกิดสนิมสืบต่อไป เหล็กจะวาวขึ้นมาได้อย่างไร??การขัดเกลาตนของนักปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน..
และสนิมเหล็กเกิดจากเนื้อในเหล็ก กัดกร่อนทำลายเหล็ก ฉันใด..
สนิมใจเกิดจากเนื้อในใจ กัดกร่อนทำลายใจ ฉันนั้น..
๐ ธรรมแท้ ๆ ! เป็นกลาง ๆ ..
ใคร ? ปล่อยวางได้..ก็.."สบาย"

๐ ธรรมแท้ ๆ ! ไม่มี..สู้!..ไม่มี..หนี!
เพียงแต่..ดู-รู้-ตรง "ปัจจุบัน" นี้
แล้วก็..ปล่อยไป..เท่านั้นเอง!
๐ น้ำไม่ไหล! ขังไว้..ย่อม..เน่า ฉันใด!
จิตที่..รู้เรื่องอะไร ? แล้วไม่ยอมปล่อย
ย่อม "ทุกข์" ฉันนั้น.. 
"การละบาป เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการทำบุญ
ถ้าทำบาปแลกบุญจะขาดทุนเรื่อยไป"
"ใจจะสงบได้ ก็เพราะความเห็นที่ถูกต้อง" 
ยุ่งยาก กับ เยือกเย็น
ในยามที่เราพบกับความยุ่งยาก ต้องพึ่งพาความเยือกเย็น
ค่อย ๆ ย้อนลงไปแยกแยะสาเหตุแห่งปัญหา ที่ทำให้เราเร่าร้อน
เราจะเอาชนะความยุ่งยากของชีวิตได้ ด้วยการเอาชนะความวิตกกังวล
ที่เกิดขึ้นในใจของเราเสียก่อน
จงมองดูความวิตกกังวลของตนเอง มองดูว่ามันทำให้เราเอาชนะปัญหาของเรา
หรือมันทำให้เราหมดพลัง และพ่ายแพ้
ปัญหาต่าง ๆ ของชีวิตผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความทุกข์ยากที่เราคิดว่ามันแสนสาหัส
สำหรับเราในวันนี้ ในวันข้างหน้าเราอาจรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย..

"ธรรมดาจิตนั้นนะ..มันมีเวลาขยัน และขี้เกียจ
ถ้าทำเพียรด้วยสัจจะ เราต้องทำเรื่อยทั้งที่ขี้เกียจ
ทำจิตให้จิตรู้อยู่ การรู้ภายใน การฉลาดภายในจิตจะเป็นอย่างนี้
การทำทุกวัน บางทีสงบ บางทีไม่สงบ เป็นอนิจจัง"
"เมื่อมีปัญญาเกิดขึ้นในจิตใจของเราแล้ว
จะมองไปที่ไหน..จะมีแต่ธรรมะทั้งนั้น
เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตลอดเวลา"
ธรรมะโอวาท หลวงพ่อชา





Website Hosting