ทุกวันนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สังคมโลกที่เร่งรีบในปัจจุบัน
ทำให้ร่างกายต้องเสียสมดุลไปจากเดิมกิจกรรมหลายอย่างที่เคยสร้างความสมดุลอย่างการออกกำลังกายถูกคำว่า “ไม่มีเวลา” เข้ามาแทรกแซง
ส่งผลกระทบให้ร่างกายเกิดอาการเจ็บไข้ต่างๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในแต่ละวันโรงพยาบาลต่างๆ จึงมีคนไข้มาใช้บริการจำนวนไม่น้อย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลายคนยังคงติดภาพโรงพยาบาลกับบริการในรูปแบบของการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากโรงพยาบาลจะปรับรูปแบบ มาให้บริการในลักษณะเพื่อการดูแลสุขภาพ ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะปกติ คุณจอห์น ลีโคชุน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
เล็งเห็นถึงความสำคัญของสมดุลในร่างกายที่ผิดไปจากเดิม ดังนั้นการดูแลสุขภาพด้วยการปรับสมดุลจึงเป็นคำตอบไปสู่การป้องกันโรค “สังเกตได้ง่ายๆ ว่าความสมดุลในชีวิตของคนเราเปลี่ยนไป จากอดีตที่คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทาง
การเกษตร เป็นชาวนามีที่ดินหลายร้อยไร่ เพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างกันหลายร้อยเมตร แต่ปัจจุบันนี้เรา
อาศัยอยู่ในคอนโด พื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร วันนี้ผมทำอะไรกินข้างบ้านรู้หมด ไม่มีความเป็นส่วนตัว พื้นที่ของเราหายไป แต่ใจเราอยู่นอกเมือง พูดง่ายๆ ว่าสุดสัปดาห์เมื่อไหร่ขับรถไปนอกเมืองเลย เพราะต้องการพักผ่อน” ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า หากร่างกายยังปกติก็จะยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ จึงเกิดความประมาท แต่ในความเป็นจริงแล้วเมื่อร่างกายเจ็บป่วย ก็เหมือนเป็นสัญญาณที่ต้องการบอกว่าตอนนี้ร่างกายกำลังเสียสมดุลอยู่ “มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุล แต่ที่ชัดเจนที่สุด คือการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
เช่น การทำงานจนลืมเวลา พอตกบ่ายก็เพิ่งรู้สึกหิว แล้วพอเย็นวันศุกร์หรือในวันหยุดก็ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง จริงๆ แล้ววันธรรมดาควรหาเวลาพักผ่อนสักหน่อย ส่วนสุดสัปดาห์ก็สนุกเต็มที่ แต่ไม่จำเป็นต้องดื่มหนัก แต่ก่อนเคยมีคนบอกว่าดื่มชากาแฟไม่ดีต่อหัวใจ แต่ตอนนี้การดื่มกาแฟวันละ 1 - 2 แก้ว กลับช่วยหัวใจของเรา
ดังนั้นทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ความสมดุลจึงเป็นสิ่งจำเป็น” ทุกวันนี้โรคร้ายบางโรคไม่มีแล้ว แต่เมื่อมีโรคหนึ่งหายไปก็เกิด โรคใหม่ขึ้นมาแทน และโรคที่คนไทยวัย
สูงอายุเป็นกันมากที่สุดคือ โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และเริ่มมีโรคเกี่ยวกับกระดูก “ข่าวดีคือโรคเหล่านี้ป้องกันได้ ข่าวร้ายคือมันมาจากการขาดสมดุลของร่างกาย มาจากวิถีชีวิตของเรา
คืออาหารการกิน ความตึงเครียด ส่วนใหญ่เมื่อเกิดความเครียดก็จะทานอาหารมากจนเดินไม่ไหว ในขณะที่บางโรคก็สามารถเชื่อมต่อกันได้ คนที่เป็นเบาหวาน สักวันหนึ่งจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ โรคเหล่านี้เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ดังนั้น เราต้องป้องกันตัวเราเอง เราเปลี่ยนเพื่อสร้างสมดุลได้ “จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขทำให้เราทราบว่าส่วนใหญ่ ชาวกรุงไม่ได้เป็นโรคติดต่อแล้ว ในอดีต
คนไทยไม่กล้าทานน้ำแข็ง เพราะไม่มั่นใจว่าใช้น้ำสะอาดหรือเปล่า และไม่กล้าทานผักผลไม้ข้างนอกบ้าน เพราะไม่ทราบว่าล้างสะอาดหรือเปล่า แต่เดี๋ยวนี้ความเชื่อแบบนี้เริ่มจางหายไปแล้ว” สำหรับวิธีที่ช่วยรักษาสมดุลให้แก่ร่างกาย เพื่อไม่ให้ต้องไปใช้บริการโรงพยาบาลในฐานะคนไข้นั้น คุณ
จอห์นกล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุลเกิดจากการใช้ชีวิตที่สุดโต่ง เมื่อจะกินก็กินมากถึง4 - 5 มื้อต่อวัน พอไม่กินก็อดอาหารทั้งวัน เครียดก็เครียดจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ผ่อนคลายก็ดื่มเหล้าจนเมา คือสุดโต่งทั้งสองด้านนั้นไม่ดี การแสวงหาความสมดุลนั้นสำคัญ ผมเชื่อว่าทำได้ถ้าตั้งใจทำ “ผมมีนิสัยเสียอย่าง คือขณะทานอาหารเช้าอยู่ ก็อยากจะทราบว่าเมื่อคืนตลาดหุ้นที่อเมริกาและที่ยุโรป
เป็นอย่างไร คือต้องดูหุ้นขึ้นหรือลง และวันนี้จะทำอย่างไร ต้องเตือนตัวเองไม่ให้หมกมุ่นเรื่องนี้ ไม่ให้กล่องสี่เหลี่ยม กระดานสี่เหลี่ยมมาบังคับชีวิตของผม” เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในชีวิตของเรามากยิ่งขึ้น ย่อมเป็นผลดีและผลเสีย อย่างเช่นการผ่อนคลาย
คุณจอห์นเลือกการฟังดนตรี จึงถือได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผ่อนคลาย หรือแม้แต่การสงบนิ่งยามเช้า มองดูสายน้ำก็ยังเป็นอีกหนึ่งทางหากไม่ต้องการพึ่งเทคโนโลยี “บางคนเลือกใช้เทคโนโลยีผิดทาง อย่างเวลาทานอาหารไม่ควรดูทีวีไปด้วย จะดีกว่าหรือไม่หากช่วงรับประทานอาหาร ให้เรียนรู้ที่จะรับรสชาติของอาหารอย่างเต็มที่ แต่ละคนต้องหาบางสิ่งบางอย่างมาเพื่อสร้างบรรยากาศที่สมดุล เช่นการที่ผมมองดูแม่น้ำ อย่างน้อยที่สุด เสาร์ - อาทิตย์เราหาต้นไม้สักต้นหนึ่งที่ทำให้มองเห็นสีเขียว มองเห็นธรรมชาติ หาสิ่งเหล่านี้เข้ามาช่วยสร้างสมดุล สร้างความผ่อนคลาย” เมื่อนึกย้อนกลับไป ทำให้เราเริ่มรู้สึกตัวว่าร่างกายของคนส่วนใหญ่นั้นขาดสมดุลไปมาก แต่เมื่อทราบ
แนวทางการใช้ชีวิตแบบง่ายๆ แล้ว ก็เหมือนเป็นการเตือนตัวเองให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ เพื่อรักษาความสมดุลให้แก่ร่างกาย และโรคร้ายก็จะไม่มาเบียดเบียนเราอย่างแน่นอน ที่มา บทสัมภาษณ์ คุณจอห์น ลีโคชุน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น