ชมวัดดูวัง ซึมซับประวัติศาสตร์แสนงาม แห่งราชธานีไทย | |
![]() | |
อย่าปล่อยให้ความงดงามในอดีตจารึกอยู่แค่เพียงตัวหนังสือ ความภาคภูมิใจใดไหนเลย... จะเทียบเท่ากับการได้ออกเดินทางไปดื่มด่ำซึมซับความยิ่งใหญ่ | |
| หาเวลาว่างพร้อมกันทั้งครอบครัว แล้วหอบตะกร้าของว่างขึ้นรถเตรียมกล้องถ่ายรูปให้พร้อม เมื่อ พระอาทิตย์เริ่มทอแสงอ่อนๆ ก็ได้ฤกษ์ออกตัว ด้วยการขับรถมาตามถนนพหลโยธิน พร้อมครอบครัว เมื่อถึง ประตูน้ำพระอินทร์ก็ขับรถข้ามสะพานวงแหวนรอบนอกเลี้ยวซ้ายบริเวณกิโลเมตรที่ 35 เข้าสู่ทางหลวง หมายเลข 308 จากนั้นก็ขับต่ออีกประมาณ 7 กิโลเมตร ก็จะถึง “พระราชวังบางปะอิน” (เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00 - 17.00 น.) | |
| พระราชวังฤดูร้อนที่ผสานศิลปะตะวันออกกับตะวันตกได้อย่างงดงาม ตั้งอยู่ในเกาะบางปะอิน เกาะใหญ่กลางสายน้ำเจ้าพระยา ชื่นชมความวิจิตรงดงามของพระราชวังเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยาที่พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าฯ ทรงบูรณะฟื้นฟูขึ้นใหม่ เริ่มจากการเดินเที่ยวชมเขตพระราชฐานชั้นนอก ซึ่งปัจจุบันใช้สำหรับการออกมหาสมาคมและพระราชพิธีต่างๆ ตามด้วยเขตพระราชฐานชั้นใน ที่ประทับส่วนพระองค์ พร้อมชมสถานีรถไฟสายพิเศษ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นขบวนรถไฟสาย ประวัติศาสตร์ มีตำนานเก่าแก่น่าศึกษา | |
เดินชมทั่วรอบวังแล้ว ก็ออกรถต่อมายัง “ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขต | |
| อำเภอบางไทร หาไม่ยาก เพราะมีป้ายบอกทางไปตลอด ที่ศูนย์ศิลปาชีพมีสถานที่เที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง อาทิ ศาลาพระมิ่งขวัญ ศูนย์สาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ ขณะที่ชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 เป็นนิทรรศการผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพชิ้นยอดเยี่ยมของศูนย์ฯ | |
![]() | |
อิ่มเอมกับความประณีตบรรจงของงานศิลปะแล้ว ก็ได้เวลาพักรับประทานอาหารกลางวันที่ “ร้านเอมโอษฐ์”ไม่ต้องไปไหนไกลเพราะตั้งอยู่ในศูนย์ศิลปาชีพฯ เลย (โทร. 0 3536 6901-2) มื้อนี้อย่าลืมสั่งกุ้งอบเนย ปลาสำลียำมะม่วง และปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียมพริกไทย รับประทานกันจนอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ แล้วจึงเข้าชม “หมู่บ้านศิลปาชีพ” ซึ่งจัดแสดงสถาปัตยกรรม การสร้างบ้านเรือนของคนไทยทุกภาค จำลองชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมไทยจากทั่วประเทศ ภายในหมู่บ้านมีการสาธิตวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไทยๆ นอกจากนี้ ยังมี “วังปลา” สถานที่แสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืด รวบรวมปลาไว้ให้ชมหลากหลาย และ “สวนนก” ที่มีนกพันธุ์หายากมากกว่า 30 ชนิด บริเวณโดยรอบรายล้อมด้วยธรรมชาติแสนงาม พูดได้ว่ามาศูนย์ศิลปาชีพฯ ครานี้ได้ทั้งความอิ่มตาอิ่มใจและได้ความรู้ (ให้เด็กๆ) ได้ติดไม้ติดมือกลับมาอย่างเต็มที่ เหน็ดเหนื่อยกันพอประมาณ ได้เวลาเข้าที่พัก เพื่อให้ได้บรรยากาศของกรุงเก่า ไม่มีอะไรดีกว่าเข้าพักที่“อยุธยา การ์เด้น ริเวอร์ โฮม (54 หมู่ 7 อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทร.0 3526 3020 www.ayutthayagardenriverhome.com) ที่อยู่ใกล้ชิดติดแม่น้ำ ถ้าอยากได้ห้องวิวริมแม่น้ำ ขอแนะนำ “ห้องชิดชล” เพราะแค่แหวกม่านก็จะพบสายน้ำที่วับแววเป็นประกาย เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบบรรยากาศ โรแมนติกเล็กๆ แต่สำหรับผู้ใหญ่กับเด็กๆ ก็ต้อง “ห้องศรีชล” ที่ตกแต่งด้วยศิลปะไทยอันงดงาม ชะรอยว่าคืนนี้เหล่าสมาชิกจะเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางกันแล้ว เดินลงมารับประทานข้าวเย็นแบบง่ายๆ ที่ห้องอาหารของ รีสอร์ตก็ไม่เลว จะได้ปิดท้ายวันด้วยการนวดไทยคลายความเมื่อยล้า | |
![]() | |
| เช้าวันรุ่งขึ้น ขอแนะนำให้ตื่นกันแต่เช้าตรู่ รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมที่เรียบร้อยก็พร้อมเดินทา งเข้าสู่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาแต่เช้า เริ่มต้นนมัสการพระพุทธรูปสมัยอยุธยา ในพระอุโบสถของ “วัดใหญ่ชัยมงคล” สักการะอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ ชมทัศนียภาพเกาะเมืองอยุธยาบนยอดเจดีย์วัด ใหญ่ชัยมงคล จากนั้นก็มานมัสการหลวงพ่อโต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอยุธยาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ “วัดพนัญเชิงวรวิหาร” ทำบุญแล้วอย่าลืมทำทานด้วยการให้อาหารปลาหลังวัด ซึ่งบริเวณนั้นมีแม่น้ำ 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรีไหลมาบรรจบกัน | |
![]() | จากนั้นก็เข้าชมความงามของจิตรกรรมฝาผนังที่ “วัดสุวรรณดารารามวรวิหาร” นมัสการพระประธาน ณ พระอุโบสถ และสักการะเจดีย์บรรจุอัฐิพระบิดา - พระมารดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ แล้วเบรกการแสวงบุญ ด้วยการแวะพักรับประทานอาหารที่“ร้านแพกรุงเก่า” (ซอย 4 หมู่ 2 ถนนอู่ทอง ตำบล หอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทร. 0 3524 5771, 0 3524 1555, 0 3524 3455) ร้านอาหารขึ้นชื่อ ของอยุธยาบรรยากาศดีที่ซ่อนตัวอยู่ริมน้ำ อยู่ใกล้ๆ กับวัดสุวรรณดาราม ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงมาอยุธยา ไม่กินกุ้งแม่น้ำไม่ได้ เริ่มจากกุ้งแม่น้ำเผากับน้ำจิ้มรสแซบจานโต ตามด้วยปลาน้ำเงินราดพริก ไข่ฟูกะปิ ต้มยำปลาคัง แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ฯลฯ นี่ถ้าไม่ยกกันมาทั้งครอบครัว หรือมีญาติสนิทมิตรสหายก๊วนโตมาด้วย มีหวังจัดการได้ไม่หมด อิ่มท้องกันได้ที่แล้ว ก็ออกเดินทางไปเติมความอิ่มเอมใจกันต่อ ด้วยการไปนมัสการพระพุทธรูปสมัยอยุธยา และพระนอนในวิหาร ณ “วัดธรรมิกราช” |
| ซึ่งสร้างในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ชื่นชมพระพุทธรูปทรงเครื่องและพระพุทธรูปศิลปะทวารวดี ปิดท้ายด้วยการสักการะ “หลวงพ่อพระมงคลบพิตร” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอีกองค์ พร้อมเที่ยวชมความงามของ “วัดพระศรีสรรเพชญ์” ในเขตพระราชวังโบราณ | |
![]() | |
ก่อนกลับอย่าลืมขับรถแวะมาที่ย่านถนนสายไหม หน้าโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ที่มีร้านโรตีสายไหม อยุธยารายเรียงอยู่ตลอดเส้นทาง เลือกซื้อเลือกรับประทานได้ตามใจชอบ ถูกใจร้านไหนก็ซื้อร้านนั้นได้เลย แต่ถ้าไม่อยากงง หรือเอาแต่ชิมโรตีสายไหมจนอิ่ม บอกใบ้ให้ก็ได้ว่าท้อป 3 ร้านดัง ได้แก่ “โรตีสายไหมรส ผลไม้ ศิลัคข” (0 3521 0983) ที่มีโรตีสายไหมรสผลไม้ให้เลือกหลายรส “บังเปีย แสงอรุณ” (0 3521 0696, 08 681 0907) โรตีแผ่นเล็กแป้งบาง ไส้สายไหมหวานหอม “อาบาดีน+ประนอม แสงอรุณ” (08 9005 9948) ว่ากันว่าอร่อยที่สุดในบรรดาโรตีสายไหมอยุธยา ร้านอยู่ตรงกันข้ามกับโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาเลย ทีเด็ดอยู่ที่แผ่นแป้งใหญ่ยักษ์ โรยด้วยงาดำ หอมกรุ่น ถ้าไปช่วงเสาร์ - อาทิตย์คิวยาวเหยียดเลยทีเดียว เพราะทำขายกันสดๆ ส่งกลิ่นหอมชวนกินมาแต่ไกลเลย ซื้อโรตีสายไหมขึ้นรถเสร็จสรรพ ก็ขับรถตรงขึ้นทางด่วนพิเศษศรีรัช กลับกรุงเทพฯ กันได้เลย รายละเอียดของงบประมาณ
| |
เกี่ยวกับฉัน
วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553
พระนครศรีอยุธยา - ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
พระนครศรีอยุธยา - ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
นั่งตุ๊กๆ ไหว้พระขอพรรอบกรุงเก่า พระนครศรีอยุธยา | |
![]() | |
เปลี่ยนบรรยากาศในการเยี่ยมเยือนกรุงเก่า ด้วยการเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟแบบสบายๆ (เช็กตารางเดินรถได้ที่www.railway.co.th ) จากสถานีรถไฟหัวลำโพงเพลิดเพลินกับอาหารพื้นบ้านตามสถานี รายทาง กว่าจะถึงสถานีรถไฟอยุธยาก็เล่นเอาอิ่มพอดี ถึงอยุธยาปุ๊บ ก็เหมารถตุ๊ก-ตุ๊ก (ชมรมรถตุ๊ก-ตุ๊กหน้าสถานีรถไฟอยุธยา โทร. 08 7365 3010, 08 3039 3755) เริ่มต้นออกทัวร์ไหว้พระ 9 วัดกันเลยทีเดียว | |
![]() | |
| เริ่มต้นประเดิมความเป็นสิริมงคลที่ “วัดพนัญเชิง” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ห่างจากตัวเมืองราว 5 กิโลเมตร ชมความงดงามของตัววัดเรียบร้อยแล้ว ก็เดินตรงเข้าไปในพระวิหาร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของ “พระพุทธเจ้า พนัญเชิง” หรือ “พระพุทธไตรรัตนนายก” (ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” ชาวจีนเรียกว่า “ซำปอกง”) เชื่อกันว่าหากได้เข้าสักการะจะช่วยให้การค้าพาณิชย์เจริญรุ่งเรือง มีความสำเร็จในหน้าที่การงาน เริ่มต้นวันด้วยความรู้สึกดีๆ และอิ่มอกอิ่มใจเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยกันก่อน | |
![]() | |
| ก่อนจะเดินทางต่อมายัง“วัดใหญ่ชัยมงคล”ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้ว จะเห็นเจดีย์วัดสามปลื้ม (เจดีย์กลางถนน) ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นวัดใหญ่ชัยมงคลอยู่ทางซ้ายมือ ชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า“วัดเจ้าพระยาไทย”เป็นที่ประดิษฐานเจดีย์ชัยมงคล ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิม พระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชาแห่งพม่านอกจากนี้ยังมี พระศักดิ์สิทธิ์ คู่วัด คือ “พระนอน”ขนาดใหญ่ เลื่องลือกันว่า ผู้มาไหว้จะมีสิริมงคลติดตัว และได้รับเมตตา มหานิยมจากผู้อื่น | |
![]() | |
ไหนๆ ก็ยังเหลือวัดอีกตั้ง 7 วัด ให้เข้ากราบนมัสการแวะเติมพลังกันหน่อยดีกว่า เพราะที่วัดนี้เขามีของดี ขึ้นชื่ออย่าง “ก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกหน้าวัดใหญ่”อันแสนจะโด่งดัง ตั้งอยู่หน้าวัดเลยทีเดียว ขอแนะนำให้ สั่งเส้นใหญ่ไก่ฉีกน้ำเมนูยอดนิยม ที่หวานน้ำซุปที่เคี่ยวจากน้ำต้มกระดูกจนได้รสกลมกล่อม แต่ระหว่าง ที่รอก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟอย่าปล่อยให้เสียเวลา สั่งทอดมันและเปาะเปี๊ยะทอดมารองท้องกันก่อน ก่อนจะล้างปากด้วยขนมถ้วย รสชาติหวานมันแบบโบราณหารับประทานได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น (ร้านเปิดทุกวันเวลา 06.00-17.00 น.) จากวัดใหญ่ฯ ก็นั่งตุ๊กๆ ชมเมืองอยุธยา เพื่อย้ายมาที่ “วัดพระญาติการาม”ตั้งอยู่เลขที่ 15 ตำบลไผ่ลิง ห่างจากแยกวัดพระญาติไปทางทิศเหนือประมาณ 200 เมตร สร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกกันว่า “วัดพระญาติ” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสิริมงคลของวัดนี้คือ “พระพุทธรูปปางมารวิชัย” สร้างด้วยหินทราย ขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอก ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ คนโบราณเชื่อว่าหาก ไหว้พระองค์นี้จะได้รับเมตตามหานิยม พร้อมทั้งได้บูชาพระรัตนตรัยไปพร้อมๆ กัน | |
จากวัดใหญ่ฯ ก็นั่งตุ๊กๆ ชมเมืองอยุธยา เพื่อย้ายมาที่“วัดพระญาติการาม” ตั้งอยู่เลขที่ 15 ตำบลไผ่ลิง | |
| ห่างจากแยกวัดพระญาติไปทางทิศเหนือประมาณ 200 เมตร สร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกกันว่า“วัดพระญาติ”สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิริมงคลของวัดนี้คือ“พระพุทธรูปปางมารวิชัย”สร้างด้วยหินทราย ขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอก ซึ่งประดิษฐาน อยู่ในพระอุโบสถ คนโบราณเชื่อว่าหากไหว้พระองค์นี้จะได้รับเมตตามหานิยม พร้อมทั้งได้บูชาพระรัตนตรัยไปพร้อมๆ กัน แต่ถ้าอยากบูชาบูรพกษัตริย์ กตัญญูกตเวทิตา เมตตามหามงคล ขอแนะนำให้มาที่ “วัดสมณโกฐาราม” ตั้งอยู่ที่ตำบลไผ่ลิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา (โทร.0-3524-2096)ส่วนคนที่ชอบปิดทองหลังพระ อยากได้รับเมตตามหานิยมพร้อมทั้งได้เสียสละและช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้มาที่“วัดประดู่ทรงธรรม”ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 อยู่ระหว่าง ต.ไผ่ลิง และ ต.หันตรา ในเขตเมืองเก่าอโยธยา ทางทิศตะวันออกของเกาะเมือง ตระการตาไปกับความสวยงามภายในวัด ที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัตนโกสินทร์อันแสนงาม | |
ทว่า สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ 6 คือ“พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา”ตั้งอยู่ที่ตำบลประตูชัย ถนนโรจนะ ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ซึ่งคนส่วนใหญ่นิยมมาบูชาพระบรมสารีริกธาตุ“(พระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้า)“ที่ถือเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต ตามด้วย“วิหารมงคลบพิตร”ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของ“วัดพระศรีสรรเพชญ์”ที่ก็ศักดิ์สิทธิ์ไม่แพ้กัน เพราะเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองชาวอยุธยา ใครมีโอกาสได้สักการะ เชื่อว่าจะมีสิริมงคลในทุกด้าน ส่วนคนที่ร่างกายเจ็บป่วยออดแอด หากได้มาไหว้พระที่“วัดธรรมิกราช”ตั้งอยู่ ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา ก็จะมีเมตตามหานิยม คุ้มครองรักษาโรคภัยอันตรายทั้งหมดทั้งปวง ก่อนจะปิดท้ายรายการด้วย “วัดหน้าพระเมรุราชิการาม” ตั้งอยู่ริมคลองสระบัวด้านทิศเหนือของคูเมือง (เดิมเป็นแม่น้ำลพบุรี) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง ใครมาสักการะวัดนี้ถือว่าจะได้รับมหามงคล ความเจริญรุ่งเรืองและเมตตา มหานิยม วัดนี้เป็นวัดเดียวที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลาย ดังนั้นสภาพโบราณสถานและโบราณวัตถุจึงยังสมบูรณ์ที่สุด | |
| นับเป็นการปิดท้ายรายการที่ชวนให้อิ่มอกอิ่มใจหาน้อยไม่ ก่อนจะหอบบุญนั่งรถตุ๊กตุ๊กมารอเวลาขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพฯ ด้วยความอิ่มเอิบ (รายละเอียดงบประมาณ) | |
- ค่ารถไฟด่วนพิเศษ ชั้น1 (เที่ยวละ 66 บาท) ไป-กลับ - ค่าเช่ารถตุ๊ก-ตุ๊ก ประมาณ 5 ชั่วโมง (หากมีเพื่อนรู้ใจไปด้วยช่วยหารสองจะช่วย ประหยัดงบประมาณไปได้ครึ่งหนึ่ง) - ค่าอาหารเครื่องดื่มตลอดทั้งวัน รวม | 132 บาท 1,000 บาท 368 บาท 1,000 บาท ต่อคน |
ขอนแก่น
พระธาตุขามแก่น เสียงแคนดอกคูน ศูนย์รวมผ้าไหม | ||||||||||||||||
เยี่ยมยามผ่านมาที่เมือง “ขอนแก่น” ยินเสียงแคนทีไรให้เพลินใจ แลดอกคูณอร่ามเรืองยิ่งเพลินตา เมืองที่อยู่ใจกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนี้ จึงเปี่ยมด้วยเรื่องราวแห่งความสุขสนุกสนาน ใครจะรู้ว่าที่นี่ยังเป็นเมืองที่มีมรดกทางวัฒนธรรมของชนชาติโบราณ มีโบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่น่าค้นหามากมาย...ต่างตั้งหน้าตั้งตารอให้ใครหลายคนมา “เบิ่ง” | ||||||||||||||||
ขอนแก่นเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ตรงกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าเคยมีผู้คนอาศัยอยู่อย่างรุ่งเรืองและมีอารยธรรมสูงส่งในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทำให้ขอนแก่นมีมรดกทางวัฒนธรรมของชนชาติโบราณมากมายดังปรากฏร่องรอยให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น ภาพเขียนสีที่ถ้ำฝ่ามือแดง อำเภอภูเวียง เมืองโบราณสมัยทวาราวดีที่อำเภอชุมแพ เสมาหินที่เมืองชัยวาน อำเภอมัญจาคีรี และศาสนสถานสมัยขอมที่อำเภอเปือยน้อย ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ สภาพภูมิอากาศสภาพภูมิอากาศของขอนแก่น โดยทั่วไปเป็นแบบทุ่งหญ้าในเขตร้อน คือ มีฝนตกสลับกับแห้งแล้ง ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีอุณหภูมิสูงสุดโดยเฉลี่ย 36.35 องศาเซลเซียส และมี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม อากาศร้อนจัดในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม โดยจะมีฝนตกชุกในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ สภาพอากาศจะหนาวเย็น โดยทั่วไปจะหนาวจัดในช่วงเดือนธันวาคมจนถึงเดือนมกราคมของทุกปี อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 15.4 องศาเซลเซียส
ขอนแก่น - เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ![]() | ||||||||||||||||
Do
|
Don't
|
Let You Know
|
ขอนแก่น - ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
เที่ยวรสแซ่บที่ขอนแก่นดินแดนอีสาน 2 วัน 1 คืน | |
เยือนแดนดินมหานครภาคอีสาน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่พระธาตุขามแก่น เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ชื่นชมสิม (โบสถ์) อันเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสาน แล้วตะลุยโลดรับประทานอาหารพื้นเมืองเลิศรสให้เต็มเหนี่ยว | |
![]() | |
| เนิ่นนานมาแล้วที่ประทับใจอาหารอีสานรสแซ่บแทบทุกครั้งเมื่อย่ำผืนดินถิ่นอีสาน แต่ละจานรสชาติจัดจ้าน วัตถุดิบแปลกใหม่แปลกลิ้น รูปรสกลิ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะจริงๆ จึงตั้งใจว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาเที่ยวเฉพาะกิจการกิน (อาหารอีสาน) ให้ได้ ทันทีที่เครื่องบินลงจอดสนิทเทียบท่าที่สนามบินขอนแก่น คนนำพาทัวร์ทริปนี้ (191 รถเช่าขอนแก่นซอยข้างโรงแรมโซฟิเทล ขอนแก่น 3/33 ถ.ประชาสำราญ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น โทร. 08-7227-5466, 08-1769-8825,08-5460-2557) ขับรถมารับเพื่อพาตะลอนเมืองให้ทั่วถ้วน 2 วัน 1 คืน ว่าแล้วก็เริ่มด่านแรก อาหารเช้าที่ร้านเอมโอช (เลขที่ 71/22 ตรงข้ามโรงแรมโรมา ถ.กลางเมือง ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น โทร.0 4324 1382) นำเสนอไข่กระทะร้อนๆ ต้นตำรับของชาวขอนแก่น คู่กับดื่มกาแฟกลั้ว จบจานนั้นแล้วก็พุ้ยข้าวสวยต่อ ซดต้มเลือดหมูตาม...โอชารส | |
![]() | |
รับประทานแบบเบาะๆ รองท้องแล้ว ครานี้คงต้องหันมาหาที่พึ่งของจิตใจด้วยการนมัสการพระธาตุขามแก่น ปูชนียสถานคู่เมือง เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย แล้วจึงเดินทางต่อไปชมวิธีการปรุงและชิม “ไก่ย่างเขาสวนกวาง” อาหารขึ้นชื่อของจังหวัด ขอนแก่น ไก่ที่ว่ามาจาก 3 สายพันธุ์ผสม อันได้แก่ ไก่ไข่ ไก่พื้นบ้านและไก่พันธุ์ ผลิตมาจาก เขาสวนกวางเท่านั้น ความอร่อยโดดเด่นด้วยกรรมวิธีการทำแบบเฉพาะ คือ ไก่บ้านอ่อนๆ หมักทั้งตัว ย่างทั้งตัวบนเตาถ่านไม้ ไม่มีการแบ่งส่วนของตัวไก่เพื่อย่างขาย ว่าแล้วจะให้ดูอย่างเดียว จะเพียงพอได้กระไร ต้องสั่งมากินให้เต็มเหนี่ยว ร้านไก่ย่างวรรณา (271 หมู่ 11 หลักกิโลเมตรที่ 49 ถ.มิตรภาพ ต.คำม่วง อ.เขาสวนกวาง จ. ขอนแก่น โทร. 0-4344-9024) สั่งของอร่อยมาเต็มที่ ไก่ย่าง ตำลาว ลาบ กินจน เหลือแต่โครงไก่ ก็แหม...อร่อยเด็ดตรงที่เนื้อไก่เหนียวนุ่มจิ้มน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด แซ่บหลายเด้อ | |
![]() | |
ทว่ากินเสร็จแล้ว ก็สลับมาเติมอาหารใจต่อด้วยการสักการะพระมหาธาตุแก่นนคร หรือพระธาตุเก้าชั้น สร้างแบบเรือนยอดทรงเจดีย์ จำลองแบบพระธาตุขามแก่น ความสูงขององค์พระธาตุฯ 80 เมตรมีจุลธาตุ 4 องค์ ตั้งอยู่ 4 มุม และมีกำแพงแก้ว พญานาค 7 เศียรล้อมรอบ เป็นศิลปะสมัยทราวดี ผสานศิลปะอินโดจีนแบบชาวอีสานตากแห การเดินทางก็ล่วงเลยมาถึงจุดหมายการกิน (อาหาร) แห่งสุดท้ายของวันนี้ พิกัดอยู่ที่ร้านครัวป้าใหญ่ริมบึงแก่นนคร (ถ.ริมบึงแก่นนคร อ.เมือง โทร.0-4323-8883) อาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่คืออาหารประเภทปลาและเห็ด แอบป้องปากบอกว่า เมนูจากเห็ดในช่วงหน้าฝน อร่อยล้ำ ส่วนปลาโจกต้มกับ ใบมะขามอ่อน เมนูเด็ดของที่นี่ ก็อร่อยไม่แพ้กัน อิ่มอร่อยจนเพลิน กว่าจะได้พักอ้างแรมในโรงแรมPullman Raja Orchid (9/9 หลังเทศบาลเมืองขอนแก่น ถ.ประชาสำราญ ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น โทร. 0-4332-2155 www.pullmankhonkaen.com) ก็ปาเข้าไปค่ำมืด แรกเห็นโรงแรมนี้ ช่างสวยงามสง่าในแบบโมเดิร์น ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบอีสานได้อย่างลงตัว โทนสีเน้นสีไม้มะขาม ข้าวของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เรียกเต็มปากเต็มคำได้ว่าเป็นโรงแรมที่สะดวกสบายแบบฟูลลี่ อีควิปเม้นต์ | |
| วันที่สอง ตื่นเช้าขึ้นมา ตามแบบฉบับตัวริสต์ตัวแม่จะมัวรอช้าอยู่ไย ทันทีที่รับประทานอาหารเช้าในโรงแรมเสร็จ ก็ไปเบิ่งตลาดเช้าของชาวเมืองขอนแก่น ตื่นตากับของสดของคาว ของหมักของดอง ผักผลไม้หน้าตาแปลกๆ แต่ที่แน่ๆ มาตลาดทั้งทีไม่ลืมซื้อข้าวจี่ร้อนๆ มากินให้อุ่นท้องดอก | |
| อิ่มหมีพีมันก็ต่อด้วยเที่ยวชมสิม (โบสถ์) ที่วัดสระทองบ้านบัว อ.มัญจาคีรี ซึ่งเป็นอาคารทรงคุณค่าทาง สถาปัตยกรรมแบบอีสานพื้นถิ่นเด่นชัด ภายนอกอาคารประดับแว่นแก้วฐานชุกชี ภายในประดิษฐาน พระประธานศิลาทรายรูปแบบอีสาน ในปี 2545 ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่าด้านการอนุรักษ์มรดกและวัฒนธรรม แห่งเอเชียแปซิฟิก จากองค์การยูเนสโก้มาแล้ว จากนั้นก็เดินทางไปร้านเตียฮั่วหยู ถ.ศรีจันทร์ ชมการผลิตขนมตุ๊บตั๊บ ขนมถั่วตัด ถั่วกระจก ของฝากขึ้นชื่อของอีสาน | |
| ซื้อขนมมาเต็มถุงผ้าช้อปปิ้ง ไม่พลาดจับจ่ายของคาวของฝากที่ย่านถนนกลางเมือง แหล่งรวมของฝากจากขอนแก่น อันได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากหมูในรูปแบบต่างๆ หมูแผ่น หมูยอ หมูหยอง ไส้กรอกอีสาน แหนมลับแล หม่ำ ฯลฯ เลือกของไปก็ซื้อโน่นนั่นนี่เดินเล่นรับประทานไปเพลินๆ หันมาอีกทีข้าวของก็เต็มถุงผ้าไป 3 ใบนั่นแหละ (เพราะต้องไปฝากญาติมิตรพี่น้องเต็มบ้าน) จึงได้วาระอันควร แก่การอำลาเมืองฯ กลับนิวาสถานที่กรุงเทพฯ ตะลุยเที่ยวช่วยชาติคราวนี้ไม่เหงาเลย แถมชีวิตยังได้รสชาติแซ่บไปอีกแบบ | |
| รายละเอียดงบประมาณ | |
- ค่าน้ำมันรถ 2 วัน - ค่าที่พัก ซูพีเรีย คิง เบด 1 คืน - ค่าเช่ารถยนต์ เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี 2 วัน - ค่าเครื่องบินสายการบินไทย ไป-กลับ เริ่มต้นที่ - ค่าอาหาร 2 วัน รวม | 800 บาท (ต่อคัน) 3,000 บาท (สำหรับ 2 ท่านต่อห้อง) 3,600 บาท (ต่อคัน) 3,220 บาท 1, 080 บาท (ต่อคน) 8,000 บาทต่อคน |
| (ตัวอย่างการท่องเ่ที่ยวเมืองขอนแก่น 2 คน หากเที่ยวแบบกลุ่มเพื่อนมากกว่า 2 คนค่าใช้จ่ายต่อคนอาจเปลี่ยนแปลงได้อีก) | |
ขอนแก่น - ผู้จัดการพาชิม
| ||||||||||||||||
วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553
อนุสสติ ๑๐ (จบ) อุปสมานุสสติ (จบ)
ต่อไปเข้าฌาน ๔ ใหม่ พวกเราก็เข้าฌาน ๔ ออกจากฌาน ๔ท่านบัญชาพวกเราก็ออก
มาหยุดอยู่แค่อุปจาระ สร้างภาพกสิณให้แจ่มใส ท่านสั่ง พวกเราก็ทำตามขอภาพกสิณจงหายไป
ภาพเทวโลกจงปรากฏ พวกเราทำตาม เห็นเทวโลกแจ่มใสเป็นเมืองทิพย์สวยที่สุด พวกเราเพลิด
เพลินมาก แต่พอจะเพลินดี ก็ได้ยินเสียงก้องมาว่า เทวโลกเป็นกามาวจรที่ยังไม่พ้นวัฏฏะ จงถอน
ความพอใจเสีย พิจารณาเทวโลกให้เป็นของปฏิกูลตามแบบอสุภกรรมฐาน พวกเราเสียดายก็เสียดาย
แต่ต้องทำตาม ท่านพูดว่าลิงดำอย่าพอใจในเทวโลก เทวโลกเป็นปัจจัยของความทุกข์ พอท่านพูด
เท่านั้นอารมณ์ก็เปลื้องออกได้ ท่านบอกว่ากลับใหม่ ถอนอารมณ์ออกมาอุปจาระ พวกเราทำตาม
ท่านสั่งต่อไปว่า เข้าฌาน ๔ ใหม่ พวกเราก็เข้าฌาน ๔ ออกจากฌาน ๔ พวกเราออก สร้างกสิณ
ให้แจ่มใส พวกเราสร้างตาม จงอธิษฐานว่ารูปกสิณจงหายไป พรหมโลกจงปรากฏ พวกเราทำตาม เห็นพรหมโลกแจ่มใส แล้วท่านให้ถอน และสอนว่าจงทำอย่างนี้ให้ชำนาญภายใน ๗ วัน ดูแล้วเห็น
แล้ว ถามผลกรรมเข้าด้วยแล้ว เขาทำแล้ว อะไรจึงตกนรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นเทวดา เป็น
พรหม เธอทำอย่างนี้ชำนาญแล้ว เธอจะเข้าถึงแก่นของพระนิพพาน เจริญวิปัสสนาญาณต่อ ถ้ามี
บารมีแก่กล้า จะได้วิมุตติญาณทัสสนะภายใน ๗ วัน ถ้ามีบารมีอย่างกลาง จะได้วิมุตติญาณทัสสนะ
ภายใน ๗ เดือน ถ้ามีบารมีทราม จะได้วิมุตติญาณทัสสนะภายใน ๗ ปี นี่เวลาจวนสว่างแล้วฉัน
จะไปก่อน ๗ วันแล้วฉันจะมาสอนวิปัสสนาให้ แล้วท่านก็หายไปเหมือนความฝัน
แนวปฏิบัติเพื่อวิมุตติญาณทัสสะ เพื่อเห็นพระนิพพาน ท่านสอนมาในสมัยไปธุดงค์ ท่านสอนอย่างนี้ ผู้เขียนก็ได้เพียงฟังท่านสอน เพราะรับผลเพียงพหูสูตร ส่วนผลทางปฏิบัตินั้น
ไม่ทราบจะบอกอย่างไร เรื่องมรรคผลนั้นไม่ต้องพูดถึง ทำขณะที่ท่านบอกแจ่มใสจริง ๆ พอ
ห่างอาจารย์เข้า ความรู้กลับไปหาอาจารย์หมด เอามาเขียนไว้เพื่อเล่าสู่กันฟังเรื่องนิพพานมีหรือ
นิพพานสูญ ถ้าท่านประสงค์จะทราบจริง ก็ลองปฏิบัติตามท่านสอนดูบ้าง เผื่อวาสนาบารมีท่านพอ
ได้พอถึง ท่านอาจได้วิมุตติญาณทัสสนะ และพบพระนิพพานด้วยตนเอง จะได้คลายสงสัย สำหรับ
ท่านที่เจริญกรรมฐานกองอุปสมานุสสติอยู่แล้ว จงอย่าสนใจแต่คิดถึงพระนิพพาน จงปฏิบัติตาม
แนววิชชาสามนี้ด้วย ท่านจะพบความชื่นใจตามที่ท่านตั้งใจไว้
ขอยุติอุปสมานุสสติไว้แต่เพียงนี้ ส่วนเรื่องที่เล่ามาในที่นี้ขอให้ถือว่าเป็นนิทานหรือ
ความฝันก็แล้วกัน จนกว่าท่านจะได้เองแล้วจึงค่อยถือเอาเป็นเรื่องจริงจัง
มาหยุดอยู่แค่อุปจาระ สร้างภาพกสิณให้แจ่มใส ท่านสั่ง พวกเราก็ทำตามขอภาพกสิณจงหายไป
ภาพเทวโลกจงปรากฏ พวกเราทำตาม เห็นเทวโลกแจ่มใสเป็นเมืองทิพย์สวยที่สุด พวกเราเพลิด
เพลินมาก แต่พอจะเพลินดี ก็ได้ยินเสียงก้องมาว่า เทวโลกเป็นกามาวจรที่ยังไม่พ้นวัฏฏะ จงถอน
ความพอใจเสีย พิจารณาเทวโลกให้เป็นของปฏิกูลตามแบบอสุภกรรมฐาน พวกเราเสียดายก็เสียดาย
แต่ต้องทำตาม ท่านพูดว่าลิงดำอย่าพอใจในเทวโลก เทวโลกเป็นปัจจัยของความทุกข์ พอท่านพูด
เท่านั้นอารมณ์ก็เปลื้องออกได้ ท่านบอกว่ากลับใหม่ ถอนอารมณ์ออกมาอุปจาระ พวกเราทำตาม
ท่านสั่งต่อไปว่า เข้าฌาน ๔ ใหม่ พวกเราก็เข้าฌาน ๔ ออกจากฌาน ๔ พวกเราออก สร้างกสิณ
ให้แจ่มใส พวกเราสร้างตาม จงอธิษฐานว่ารูปกสิณจงหายไป พรหมโลกจงปรากฏ พวกเราทำตาม เห็นพรหมโลกแจ่มใส แล้วท่านให้ถอน และสอนว่าจงทำอย่างนี้ให้ชำนาญภายใน ๗ วัน ดูแล้วเห็น
แล้ว ถามผลกรรมเข้าด้วยแล้ว เขาทำแล้ว อะไรจึงตกนรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นเทวดา เป็น
พรหม เธอทำอย่างนี้ชำนาญแล้ว เธอจะเข้าถึงแก่นของพระนิพพาน เจริญวิปัสสนาญาณต่อ ถ้ามี
บารมีแก่กล้า จะได้วิมุตติญาณทัสสนะภายใน ๗ วัน ถ้ามีบารมีอย่างกลาง จะได้วิมุตติญาณทัสสนะ
ภายใน ๗ เดือน ถ้ามีบารมีทราม จะได้วิมุตติญาณทัสสนะภายใน ๗ ปี นี่เวลาจวนสว่างแล้วฉัน
จะไปก่อน ๗ วันแล้วฉันจะมาสอนวิปัสสนาให้ แล้วท่านก็หายไปเหมือนความฝัน
แนวปฏิบัติเพื่อวิมุตติญาณทัสสะ เพื่อเห็นพระนิพพาน ท่านสอนมาในสมัยไปธุดงค์ ท่านสอนอย่างนี้ ผู้เขียนก็ได้เพียงฟังท่านสอน เพราะรับผลเพียงพหูสูตร ส่วนผลทางปฏิบัตินั้น
ไม่ทราบจะบอกอย่างไร เรื่องมรรคผลนั้นไม่ต้องพูดถึง ทำขณะที่ท่านบอกแจ่มใสจริง ๆ พอ
ห่างอาจารย์เข้า ความรู้กลับไปหาอาจารย์หมด เอามาเขียนไว้เพื่อเล่าสู่กันฟังเรื่องนิพพานมีหรือ
นิพพานสูญ ถ้าท่านประสงค์จะทราบจริง ก็ลองปฏิบัติตามท่านสอนดูบ้าง เผื่อวาสนาบารมีท่านพอ
ได้พอถึง ท่านอาจได้วิมุตติญาณทัสสนะ และพบพระนิพพานด้วยตนเอง จะได้คลายสงสัย สำหรับ
ท่านที่เจริญกรรมฐานกองอุปสมานุสสติอยู่แล้ว จงอย่าสนใจแต่คิดถึงพระนิพพาน จงปฏิบัติตาม
แนววิชชาสามนี้ด้วย ท่านจะพบความชื่นใจตามที่ท่านตั้งใจไว้
ขอยุติอุปสมานุสสติไว้แต่เพียงนี้ ส่วนเรื่องที่เล่ามาในที่นี้ขอให้ถือว่าเป็นนิทานหรือ
ความฝันก็แล้วกัน จนกว่าท่านจะได้เองแล้วจึงค่อยถือเอาเป็นเรื่องจริงจัง
อนุสสติ ๑๐ (31) อุปสมานุสสติ (5)
สอนวิธีปฏิบัติเพื่อรู้พระนิพพาน
ต่อมาวันรุ่งขึ้น ผู้เขียนและเพื่อนติดใจเรื่องนิพพาน อยากจะเห็นนิพพาน พอตกเวลาราตรี ก็ทำวัตรสวดมนต์ เสร็จแล้วเริ่มทำสมาธิตามแบบฉบับของโบราณ พออารมณ์เข้าอุปจาระก็นึกถึงท่าน
พอนึกท่านก็ถึงทันที พอมาถึงท่านบอกว่า ผมมาคอยอยู่นานแล้ว รู้แล้วว่าต้องมาแน่เพราะอย่างไรเสีย
เธอก็ต้องขอเรียนเรื่องนิพพาน ท่านเริ่มสอนว่า
นักนิยมนิพพาน ต้องมีแนวปฏิบัติตามนี้อย่างเคร่งครัด
ต่อมาวันรุ่งขึ้น ผู้เขียนและเพื่อนติดใจเรื่องนิพพาน อยากจะเห็นนิพพาน พอตกเวลาราตรี ก็ทำวัตรสวดมนต์ เสร็จแล้วเริ่มทำสมาธิตามแบบฉบับของโบราณ พออารมณ์เข้าอุปจาระก็นึกถึงท่าน
พอนึกท่านก็ถึงทันที พอมาถึงท่านบอกว่า ผมมาคอยอยู่นานแล้ว รู้แล้วว่าต้องมาแน่เพราะอย่างไรเสีย
เธอก็ต้องขอเรียนเรื่องนิพพาน ท่านเริ่มสอนว่า
นักนิยมนิพพาน ต้องมีแนวปฏิบัติตามนี้อย่างเคร่งครัด
๑. ระงับอุปกิเลส
ให้พยายามระงับอุปกิเลสให้สิ้น อย่าให้ใช้อารมณ์แม้แต่น้อยหนึ่ง ให้เข้าไปยุ่งแก่ภาระ
ของคนอื่น จะเป็นเรื่องดีเรื่องชั่วก็ตาม ไม่ต้องคิดถึงใคร เขาจะชม เขาจะติ เขาจะรวย จะจน
จะเป็นอะไรก็ช่าง ห้ามยุ่ง ระวังตัวของตัวเองเป็นสำคัญ ไม่ต้องคอยสอนคนอื่น พยายามระมัดระวัง
ตัวเองเป็นที่สุด อะไรจะเกิดแก่ตนต้องถือว่าช่างเป็นสำคัญ อย่าสร้างความดีใจ ขัดข้องใจในอารมณ์
นั้น ๆ อย่างนี้เป็นระดับแรก ถ้าทำได้อย่างนี้ เรียกว่า ถึงสะเก็ดของพระนิพพานแล้ว
๒. ระวังศีล นิวรณ์ และสร้างพรหมวิหาร ๔
ต่อไปให้รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ไม่ทำลายศีลเอง ไม่ยุให้คนอื่นทำลายศีล ไม่ยินดีต่อเมื่อเห็น
คนอื่นทำลายศีล
ต่อไปก็ระงับนิวรณ์ ๕ ด้วยการเจริญฌาน นิวรณ์ ๕ จะระงับได้ด้วยจิตทรงในฌาน ข้อนี้
พวกท่านชำนาญแล้ว และทำถูกแล้ว ควรรักษาไว้อย่าให้เสื่อม
ต่อไปก็เจริญเมตตาพรหมวิหารทั้ง ๔ ให้ทรงใจเป็นปกติ รักด้วยเมตตา สงสาร มีใจอารี
ไม่ริษยา มีอารมณ์ปกติ คือวางเฉย พรหมวิหาร ๔ นี้ จะทำให้ฌานไม่เสื่อม และศีลจะบริสุทธิ์ เป็น
ปัจจัยให้ได้วิปัสสนาญาณรวดเร็ว อันนี้ท่านก็ได้แล้ว ไม่มีอะไรหนักใจ คนที่ทรงคุณตามนี้เป็นผู้มี
ความดีถึงเปลือกนิพพานแล้ว พวกคุณทั้งสามมีความดีถึงเปลือกนิพพานแล้ว ท่านสอนไป ท่านก็
พยากรณ์ไปด้วย
๓. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
เมื่อเธอปฏิบัติตามข้อ ๒ ได้ครบแล้ว ความจริงพวกเธอได้มาแล้ว อาจารย์เธอสั่งมาว่า
อย่างนั้น ฉันจะสอนต่อไป ต่อไปเธอจงพยายามสร้างปุพเพนิวาสานุสสติญาณให้ได้ จงปฏิบัติตามนี้
เข้าฌานในกสิณอย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงฌาน ๔ แล้ว ถอยจิตออกมาที่อุปจารฌาน นั่นทำอย่างนั้นถูก
แล้ว เพราะพอท่านสอน นักธุดงค์ก็ทำตามทันที แล้วค่อย ๆ คิดถึงเหตุในอดีต จนถึงชาติก่อน ๆ ร้อย
ชาติพันชาติแล้วเข้าฌานใหม่นั่นถูกแล้ว ออกจากฌานคิดใหม่ ท่านบอกบทอยู่จนค่อนรุ่ง พวกนิยม
ไพรก็เต้นตาม พอใกล้สว่างท่านบอกว่า ที่สอนนี้ทำให้คล่องภายใน ๓ วัน ถ้าไม่คล่องฉันจะไม่มา
สอนอีก จนเธอตาย ท่านว่าถ้าได้คล่องตามนี้ พวกเธอก็เข้าถึงกระพี้นิพพาน แล้วท่านก็กลับ พวก
นิยมไพรซ้อมกันอย่างเอาชีวิตเข้าแลก พอวันที่ ๒ ก็ชำนาญ รุ่งขึ้นวันที่ ๓ ท่านมาใหม่
๔. จุตูปปาตญาณ
พอท่านมาถึง ท่านก็ยิ้มแล้วบอกว่า ฤาษีโพธิวัตรกับฤาษีพนมไพรเก่งมาก ตาลิงดำนี่
แกนานหน่อยนะ ถึงแม้จะยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม นาน ๆ ไปถ้าไม่เลิกเสีย
ก็ได้เอง ต่อไปจงเข้าฌาน ๔ ในกสิณ ท่านบัญชา พวกเราก็เข้า สักพักหนึ่งท่านสั่งคลายออกแค่
อุปจาระ พวกเราก็คลายตามท่านสั่ง จับภาพกสิณให้แจ่มใส พวกเราก็ทำตาม เพิกกสิณเสียขอ
ภาพนรกจงปรากฏแทน พวกเราก็ทำตามเพราะจิตที่เรียนมายังสงสัยอเวจีมหานรก ก็พบอเวจี
พอดี เอ้าถอนได้คลายมาอยู่อุปจารฌาน พวกเราก็ทำตาม
(ต่อ)
ให้พยายามระงับอุปกิเลสให้สิ้น อย่าให้ใช้อารมณ์แม้แต่น้อยหนึ่ง ให้เข้าไปยุ่งแก่ภาระ
ของคนอื่น จะเป็นเรื่องดีเรื่องชั่วก็ตาม ไม่ต้องคิดถึงใคร เขาจะชม เขาจะติ เขาจะรวย จะจน
จะเป็นอะไรก็ช่าง ห้ามยุ่ง ระวังตัวของตัวเองเป็นสำคัญ ไม่ต้องคอยสอนคนอื่น พยายามระมัดระวัง
ตัวเองเป็นที่สุด อะไรจะเกิดแก่ตนต้องถือว่าช่างเป็นสำคัญ อย่าสร้างความดีใจ ขัดข้องใจในอารมณ์
นั้น ๆ อย่างนี้เป็นระดับแรก ถ้าทำได้อย่างนี้ เรียกว่า ถึงสะเก็ดของพระนิพพานแล้ว
๒. ระวังศีล นิวรณ์ และสร้างพรหมวิหาร ๔
ต่อไปให้รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ไม่ทำลายศีลเอง ไม่ยุให้คนอื่นทำลายศีล ไม่ยินดีต่อเมื่อเห็น
คนอื่นทำลายศีล
ต่อไปก็ระงับนิวรณ์ ๕ ด้วยการเจริญฌาน นิวรณ์ ๕ จะระงับได้ด้วยจิตทรงในฌาน ข้อนี้
พวกท่านชำนาญแล้ว และทำถูกแล้ว ควรรักษาไว้อย่าให้เสื่อม
ต่อไปก็เจริญเมตตาพรหมวิหารทั้ง ๔ ให้ทรงใจเป็นปกติ รักด้วยเมตตา สงสาร มีใจอารี
ไม่ริษยา มีอารมณ์ปกติ คือวางเฉย พรหมวิหาร ๔ นี้ จะทำให้ฌานไม่เสื่อม และศีลจะบริสุทธิ์ เป็น
ปัจจัยให้ได้วิปัสสนาญาณรวดเร็ว อันนี้ท่านก็ได้แล้ว ไม่มีอะไรหนักใจ คนที่ทรงคุณตามนี้เป็นผู้มี
ความดีถึงเปลือกนิพพานแล้ว พวกคุณทั้งสามมีความดีถึงเปลือกนิพพานแล้ว ท่านสอนไป ท่านก็
พยากรณ์ไปด้วย
๓. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
เมื่อเธอปฏิบัติตามข้อ ๒ ได้ครบแล้ว ความจริงพวกเธอได้มาแล้ว อาจารย์เธอสั่งมาว่า
อย่างนั้น ฉันจะสอนต่อไป ต่อไปเธอจงพยายามสร้างปุพเพนิวาสานุสสติญาณให้ได้ จงปฏิบัติตามนี้
เข้าฌานในกสิณอย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงฌาน ๔ แล้ว ถอยจิตออกมาที่อุปจารฌาน นั่นทำอย่างนั้นถูก
แล้ว เพราะพอท่านสอน นักธุดงค์ก็ทำตามทันที แล้วค่อย ๆ คิดถึงเหตุในอดีต จนถึงชาติก่อน ๆ ร้อย
ชาติพันชาติแล้วเข้าฌานใหม่นั่นถูกแล้ว ออกจากฌานคิดใหม่ ท่านบอกบทอยู่จนค่อนรุ่ง พวกนิยม
ไพรก็เต้นตาม พอใกล้สว่างท่านบอกว่า ที่สอนนี้ทำให้คล่องภายใน ๓ วัน ถ้าไม่คล่องฉันจะไม่มา
สอนอีก จนเธอตาย ท่านว่าถ้าได้คล่องตามนี้ พวกเธอก็เข้าถึงกระพี้นิพพาน แล้วท่านก็กลับ พวก
นิยมไพรซ้อมกันอย่างเอาชีวิตเข้าแลก พอวันที่ ๒ ก็ชำนาญ รุ่งขึ้นวันที่ ๓ ท่านมาใหม่
๔. จุตูปปาตญาณ
พอท่านมาถึง ท่านก็ยิ้มแล้วบอกว่า ฤาษีโพธิวัตรกับฤาษีพนมไพรเก่งมาก ตาลิงดำนี่
แกนานหน่อยนะ ถึงแม้จะยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม นาน ๆ ไปถ้าไม่เลิกเสีย
ก็ได้เอง ต่อไปจงเข้าฌาน ๔ ในกสิณ ท่านบัญชา พวกเราก็เข้า สักพักหนึ่งท่านสั่งคลายออกแค่
อุปจาระ พวกเราก็คลายตามท่านสั่ง จับภาพกสิณให้แจ่มใส พวกเราก็ทำตาม เพิกกสิณเสียขอ
ภาพนรกจงปรากฏแทน พวกเราก็ทำตามเพราะจิตที่เรียนมายังสงสัยอเวจีมหานรก ก็พบอเวจี
พอดี เอ้าถอนได้คลายมาอยู่อุปจารฌาน พวกเราก็ทำตาม
(ต่อ)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)










ไหนๆ ก็ยังเหลือวัดอีกตั้ง 7 วัด ให้เข้ากราบนมัสการ
ทว่า สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ 6 คือ











