วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อนุสสติ ๑๐ (25) อานาปานานุสสติ

 
๙. อานาปานานุสสติกรรมฐาน

       
อานาปานานุสสติ แปลว่า ระลึกถึงลมหายใจเป็นอารมณ์ กรรมฐานกองนี้เป็นกรรมฐานใหญ่
คลุมกรรมฐานกองอื่น  ๆ  เสียสิ้น  เพราะจะปฏิบัติกรรมฐาน ๔๐ กองนี้ กองใดกองหนึ่งก็ตาม จะต้อง
กำหนดลมหายใจเสียก่อน  หรือมิฉะนั้นก็ต้องกำหนดลมหายใจร่วมไปพร้อม   กับกำหนดพิจารณา
กรรมฐานกองนั้น    จึงจะได้ผล  หากท่านผู้ใดเจริญกรรมฐานกองใดก็ตาม  ถ้าละเว้นการกำหนด
เสียแล้ว กรรมฐานที่ท่านเจริญ จะไม่ได้ผลรวดเร็วสมความมุ่งหมาย อานาปานุสสตินี้ มีผลถึงฌาน
สำหรับท่านที่มีบารมีเป็นพุทธสาวก ถ้าท่านที่มีบารมีในวิสัยพุทธภูมิ คือท่านที่เป็นพระโพธิสัตว์คือท่าน
ที่ปรารถนาพุทธภูมิ ท่านผู้นั้นจะทรงฌานในอานาปาน์นี้ถึงฌานที่ ๕
อานาปานุสสติระงับกายสังขาร

      
เมื่อมีทุกขเวทนาเกิดขึ้นทางกาย ท่านที่ได้ฌานในอานาปานุสสติ เข้าฌานในอานาปาน์
จนถึงจตุตถฌานแล้ว  ทุกขเวทนานั้นจะระงับไปทันที ทั้งนี้มิใช่หมายความว่าเวทนาหายไป แต่เป็น
เพราะเมื่อเข้าถึงฌาน ๔ ในอานาปาน์นี้แล้ว จิตจะแยกออกจากขันธ์ ๕ ไม่รับรู้ทุกขเวทนาของขันธ์
ทันที ท่านที่ได้ฌานในอานาปานุสสตินี้ ท่านจะไม่ได้รับทุกขเวทนาอย่างสาหัส เมื่อทุกข์ทางร่างกาย
เกิดขึ้น เพราะท่านหนีทุกข์ได้ด้วยการเข้าฌาน  แยกจิตกับขันธ์ ๕ ออกจากกันเป็นกรรมฐานที่ให้ผล
สูงมาก

รู้เวลาตายได้แน่นอน

       
ท่านที่ได้ฌานอานาปานุสสตินี้ สามารถรู้กำหนดเวลาตายของท่านได้ตรงตามความจริง
เสมอ โดยกำหนดล่วงหน้าได้เป็นเวลาแรมปี เมื่อจะตาย ท่านก็สามารถบอกได้ว่า เวลาเท่านั้นเท่านี้
ท่านจะตาย และตายด้วยอาการอย่างไร เพราะโรคอะไร

ช่วยกรรมฐานกองอื่น

       
ท่านที่ได้ฌาน  ในอานาปาน์นี้แล้ว จะปฏิบัติในกรรมฐานกองอื่น  อีก ๓๙ กองนั้น
ท่านเข้าฌานในอานาปานน์ก่อน แล้วถอยหลังจิตมาดำรงอยู่แค่อุปจารสมาธิ แล้วกำหนดกรรมฐาน
กองนั้นๆ ท่านจะเข้าถึงจุดสูงสุดในกรรมฐานกองนั้น ๆ ได้ภายใน    วัน เป็นอย่างช้า ส่วนมาก
ได้ถึงจุดสูงสุดของกรรมฐานกองนั้น ๆ  ภายในที่นั่งเดียว คือคราวเดียวเท่านั้นเอง

จุดจบของอานาปานุสสติ

       
จุดจบของอานาปานุสสตินี้ คือ ฌานที่  หรือที่ ๕ ก็ได้แก่การกำหนดลมหายใจจนไม่
ปรากฏลมหายใจ ที่ท่านเรียกกันว่าลมหายใจขาด แต่ความจริงลมหายใจไม่ขาดหายไปไหน เพียง
แต่ว่ากายกับจิตแยกกันเด็ดขาด จิตไม่รับทราบอาการทางกายเท่านั้น เมื่อจิตไม่รับรู้เสียแล้ว การ
หายใจ หรือการเคลื่อนไหวใด ๆ ทางกาย จึงไม่ปรากฏแก่จิตตามความนิยม ท่านเรียกว่า ลมขาด
(ต่อ)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น