จากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต ...
วันนี้อาตมา ( สมเด็จโต ) จะเทศน์เรื่อง " บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน "
คำว่า " บุญ " แปลแบบไทยๆ ว่า ความดี ความสะอาดแห่งจิตใจ
เวลาให้ของแก่พระสงฆ์เรียกว่า " ทำบุญ "
ส่วนการทำบุญในพุทธศาสนามีอยู่ด้วยกันมากมายหลายวิธี
แต่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในธรรมะเรียกว่า บุญกริยาวัตถุ
ซึ่งประกอบด้วย ทาน ศีล ภาวนา
เคยมีคนถามอาตมาว่า " เกิดเป็นคนยากจนไร้ทรัพย์จะทำบุญอย่างไร "
อาตมาก็ตอบเขาไปว่า ... การทำบุญไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเงินทอง ก็
สามารถที่จะร่วมทำบุญได้ แถมประหยัดอีกด้วยนั่นคือ การรักษาศีลและการ
เจริญภาวนา ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้จะได้อานิสงส์ผลบุญมากกว่าการให้ทานเสียอีก
เพียงแต่ญาติโยมมองข้ามกันไป โยมมักจะคิดทำบุญแต่การให้เท่านั้น เพราะว่า
มันง่ายดี แต่การรักษาศีลและภาวนา ต้องเสียสละเวลาในการปฎิบัติ จึงรู้สึกว่า
ทำยากกว่า การทำบุญทุกอย่างโยมต้องเข้าใจด้วยว่า เพียงแต่เราตั้งใจหรือมี
เจตนาที่จะทำบุญเท่านั้น โยมก็ได้กุศลแล้ว แต่บุญที่รับยังเป็นส่วนน้อย
ถ้าอยากได้บุญเต็มที่ต้องทำบุญให้ครบ 3 อย่าง
1. ทาน คือ การให้ ถ้ามีเงินทองมากก็ทำมาก มีเงินน้อยก็ทำตามกำลังของตน
ถ้าไม่มีเงินทองใช้แรงกายก็ให้เป็นทานได้
2. ศีล พวกท่านทั้งหลายสังเกตุหรือไม่ว่าเวลาที่ญาติโยมจะมาทำบุญ ทำไมพระ
ท่านถึงให้พวกญาติโยมรักษาศีลก่อน เพราะท่านต้องการที่จะทำให้ผู้ให้มีจิตใจที่
บริสุทธิ์ เมื่อทำบุญขณะนั้นก็จะได้รับผลเต็มกำลัง จริงอยู่ที่บางคนไม่อาจถือศีล
ได้ตลอดเวลาอาจะเป็นเพราะ หน้าที่การงาน ทำให้ต้องผิดศีล แต่เราก็สามารถ
ถือศีลได้ในขณะที่เรานอนในเวลากลางคืน และถือได้ครบทั้ง 5 ข้อด้วย
เพียงแต่เราอาราธนารับศีลทั้ง 5 ด้วยตนเองที่หน้าพระพุทธรูปที่บ้าน ซึ่งถือว่า
เป็นการทำบุญที่ง่ายมากได้รับผลเต็มกำลัง ในขณะที่ยังมีชีวิตจิตใจเต็มไปด้วย
ความเมตตากรุณา แต่ถ้าเกิดตายไปในขณะนั้นก็ส่งผลให้เราไปสุ่สุขคติทันที
3. ภาวนาหรือการสวดมนต์ คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่า การ
ภาวนาสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามากแต่ความจริงแล้วการสวดมนต์
ภาวนา มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวดมนต์ภาวนาเป็นการกล่างถึงคุณ
งามความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ การสวดมนต์ภาวนาด้วยความ
ตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ และใช้สติพิจารณาจนเกิดเป็นปัญญา เป็นความรู้ความเข้า
ใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์ภาวนา ทำให้บรรลุไปสุ่พระนิพพาน ...
" หัวใจของการทำบุญทุกครั้ง " ขอให้ญาติโยมจงแผ่เมตตา และอุทิศส่วน
บุญส่วนกุศลทุกครั้งตามนี้ ...
" ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ไปให้ทุกรูปทุกนามทั่วทั้ง 20 ชั้น
พรหมโลก 6 ชั้นเทวะโลก มนุษย์โลก มารโลก ยมโลก อบายภูมิทั้ง 4
มี นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน และในหมื่นโลกธาตุกับอีกแสน
จักรวาลพิภพ ทั้งที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ รูปวิญญาณ อรูปวิญญาณ และสรรพ
สัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า
ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย อย่า
ได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงโมทนาในส่วนกุศลนี้
พึงได้รับประโยชน์ความสุขเช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ...
ณ. กาลบัดนี้ด้วยเทอญ "
บุญที่ทำไปจะส่งผลให้ได้รับผลบุญในชาติปัจจุบันทันที ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้ากันหรอกนะ ขอเจริญพร "
วันนี้อาตมา ( สมเด็จโต ) จะเทศน์เรื่อง " บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน "
คำว่า " บุญ " แปลแบบไทยๆ ว่า ความดี ความสะอาดแห่งจิตใจ
เวลาให้ของแก่พระสงฆ์เรียกว่า " ทำบุญ "
ส่วนการทำบุญในพุทธศาสนามีอยู่ด้วยกันมากมายหลายวิธี
แต่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในธรรมะเรียกว่า บุญกริยาวัตถุ
ซึ่งประกอบด้วย ทาน ศีล ภาวนา
เคยมีคนถามอาตมาว่า " เกิดเป็นคนยากจนไร้ทรัพย์จะทำบุญอย่างไร "
อาตมาก็ตอบเขาไปว่า ... การทำบุญไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเงินทอง ก็
สามารถที่จะร่วมทำบุญได้ แถมประหยัดอีกด้วยนั่นคือ การรักษาศีลและการ
เจริญภาวนา ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้จะได้อานิสงส์ผลบุญมากกว่าการให้ทานเสียอีก
เพียงแต่ญาติโยมมองข้ามกันไป โยมมักจะคิดทำบุญแต่การให้เท่านั้น เพราะว่า
มันง่ายดี แต่การรักษาศีลและภาวนา ต้องเสียสละเวลาในการปฎิบัติ จึงรู้สึกว่า
ทำยากกว่า การทำบุญทุกอย่างโยมต้องเข้าใจด้วยว่า เพียงแต่เราตั้งใจหรือมี
เจตนาที่จะทำบุญเท่านั้น โยมก็ได้กุศลแล้ว แต่บุญที่รับยังเป็นส่วนน้อย
ถ้าอยากได้บุญเต็มที่ต้องทำบุญให้ครบ 3 อย่าง
1. ทาน คือ การให้ ถ้ามีเงินทองมากก็ทำมาก มีเงินน้อยก็ทำตามกำลังของตน
ถ้าไม่มีเงินทองใช้แรงกายก็ให้เป็นทานได้
2. ศีล พวกท่านทั้งหลายสังเกตุหรือไม่ว่าเวลาที่ญาติโยมจะมาทำบุญ ทำไมพระ
ท่านถึงให้พวกญาติโยมรักษาศีลก่อน เพราะท่านต้องการที่จะทำให้ผู้ให้มีจิตใจที่
บริสุทธิ์ เมื่อทำบุญขณะนั้นก็จะได้รับผลเต็มกำลัง จริงอยู่ที่บางคนไม่อาจถือศีล
ได้ตลอดเวลาอาจะเป็นเพราะ หน้าที่การงาน ทำให้ต้องผิดศีล แต่เราก็สามารถ
ถือศีลได้ในขณะที่เรานอนในเวลากลางคืน และถือได้ครบทั้ง 5 ข้อด้วย
เพียงแต่เราอาราธนารับศีลทั้ง 5 ด้วยตนเองที่หน้าพระพุทธรูปที่บ้าน ซึ่งถือว่า
เป็นการทำบุญที่ง่ายมากได้รับผลเต็มกำลัง ในขณะที่ยังมีชีวิตจิตใจเต็มไปด้วย
ความเมตตากรุณา แต่ถ้าเกิดตายไปในขณะนั้นก็ส่งผลให้เราไปสุ่สุขคติทันที
3. ภาวนาหรือการสวดมนต์ คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่า การ
ภาวนาสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามากแต่ความจริงแล้วการสวดมนต์
ภาวนา มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวดมนต์ภาวนาเป็นการกล่างถึงคุณ
งามความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ การสวดมนต์ภาวนาด้วยความ
ตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ และใช้สติพิจารณาจนเกิดเป็นปัญญา เป็นความรู้ความเข้า
ใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์ภาวนา ทำให้บรรลุไปสุ่พระนิพพาน ...
" หัวใจของการทำบุญทุกครั้ง " ขอให้ญาติโยมจงแผ่เมตตา และอุทิศส่วน
บุญส่วนกุศลทุกครั้งตามนี้ ...
" ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ไปให้ทุกรูปทุกนามทั่วทั้ง 20 ชั้น
พรหมโลก 6 ชั้นเทวะโลก มนุษย์โลก มารโลก ยมโลก อบายภูมิทั้ง 4
มี นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน และในหมื่นโลกธาตุกับอีกแสน
จักรวาลพิภพ ทั้งที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ รูปวิญญาณ อรูปวิญญาณ และสรรพ
สัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า
ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย อย่า
ได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอให้ทุกรูปทุกนาม จงโมทนาในส่วนกุศลนี้
พึงได้รับประโยชน์ความสุขเช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ...
ณ. กาลบัดนี้ด้วยเทอญ "
บุญที่ทำไปจะส่งผลให้ได้รับผลบุญในชาติปัจจุบันทันที ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้ากันหรอกนะ ขอเจริญพร "

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น